ธรรมะวิจารณ์ โดย เปมงฺกโร ภิกฺขุ(หลวงปู่เปรม เปมังกโร)

 

จิตกับวิญญาณนี้ ขอให้หลวงพ่ออธิบายชัดๆหน่อย

วิญญาณนั่นน่ะ มันเป็นกิริยาจิตที่เนื่องอยู่กับอารมณ์ ก็เหมือนอย่างนี้ คุณจุดไฟขึ้น-ไฟ เราก็ดูดวงไฟ เราดูดวงไฟเห็นแดงๆ แต่ไปสว่างอยู่ตรงโน้น แต่ไปดูดวงไฟ - มันไม่เห็นสว่างอะไร แดงๆอย่างกะว่าสว่างไม่มี

เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๔ อย่างนี้ เกิดจากจิต เป็นกิริยาจิตในเมื่อมันไปปะทะกับอารมณ์ ปรากฏขึ้นที่โน้น เพราะฉะนั้น ถ้าพูดว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ต้องเป็นอารมณ์ทั้งนั้น

ถ้าเป็นอธิจิต-จิตใน สันติสงบ ไม่มีอารมณ์ กิริยาจิต คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดับเรียบหมด เหลือแต่จิตแท้ ไม่เจือปนประสมกับอารมณ์ทั้งดีทั้งชั่ว จิตรู้อยู่ที่รู้ คือ รู้อยู่ที่ตัวของมันเอง ไม่ใช่รู้อารมณ์ภายนอก

สนฺทิฏฺฐิกํ เป็นตัวรู้ตัวเห็นเอง ไม่มีอารมณ์อะไรๆในภายนอกเจือปน จิตเป็นอสังขตะ อมตะ ไม่มีเหตุปรุงสร้างไม่เกิดไม่ตาย ที่เกิดและตายก็แต่เฉพาะสังขตะ-สังขารพวกที่เหตุปรุงสร้างขึ้นเท่านั้น

เมื่อปฏิบัติจิตกำจัดมลทิน กิเลสหมดสิ้นไปแล้ว ที่พูดกันว่า ได้นิพพาน ถึงนิพพาน ถึงธรรมแล้ว ก็เหลือแต่จิตล้วน-จิตแท้ เรียกว่าวิมุตติจิต พ้นจากการประสม เป็นธาตุแท้เหลือ ๑ ไม่มี ๒ เป็นอมตธาตุ ธาตุที่ไม่ตาย อย่างพระพุทธอุทานว่า

"วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ ตณฺหานํ ขยมชฺชคา จิตของเราแยกแล้ว เพราะสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลาย ดังนี้ ก็ได้ความว่า นิพพาน"

นิพพาน ก็คือจิตที่บริสุทธิ์หมดจด สิ้นมลทินกิเลสแล้ว เป็นธาตุแท้ไม่ตายไม่เกิดอีกต่อไป แต่พวกนักศึกษาเรียนอภิธรรมว่า พระนิพพาน-ไม่มีจิต มีแต่นิพพานความบริสุทธิ์

ในอภิธรรม นิพพานไม่มีจิต ดูๆไปจะขัดกับพระสูตร

ไม่มีได้หรือ? เพราะฉะนั้นฉันล่อแม่แนบหัวหน้าอภิธรรม เล่นเอาเสียงอมวันนั้น ดูเหมือนเคยเล่าให้ฟังแล้ว คือปัญหามันเกิดขึ้นอย่างนี้ แม่อภิธรรมประชุมกันข้างล่างนี้ แม่อภิธรรมกับพระยาโกษานั่งเคียงกันอยู่ตรงโน้น แล้วข้างนอกนี่เต็มหมด

ทีนี้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ท่านนั่งคุมเป็นประธานอยู่ด้วย วันธรรมสากัจฉา คือ สมเด็จฯท่านตั้งปัญหาขึ้นว่า
"จิตกับพระนิพพานนี่น่ะ มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือว่ามันไปคนละเรื่องคนละราว นิพพานอย่างหนึ่ง จิตอย่างหนึ่ง หรือว่าอย่างเดียวกัน เอ้าแก้กันมาซิ – คนละสำนวน"

ทีนี้ พวกข้างนอก เขาบอกว่า
"จิตกับพระนิพพาน ก็อันเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้"

ทีนี้มาถึงแม่อภิธรรมกับพระยาโกษาบอกว่า
"มันคนละเรื่อง จิตก็จิต นิพพานก็นิพพาน มันเป็นอันเดียวกันไม่ได้"

สมเด็จฯก็นิ่ง มันไปขัดกับพวกข้างนอก สมเด็จฯนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง ประเดี๋ยวชี้เอาฉันเข้าซิ
"เอ้า คุณมหา ซักสองคนนี่ที จิตกับนิพพานต่างกันอย่างไร ซัก"

พอฉันถูกบัญชา ฉันก็ลุกขึ้นกราบท่านสามหน แล้วก็หันมาทางนี้ ฉันก็ตั้งกระทู้ถาม
"เอ้า แม่อภิธรรม คำที่ว่า จิตๆๆๆ ที่เราเรียกกันว่าจิต จิตมันเป็นดิน หรือเป็นน้ำ หรือเป็นไฟ หรือเป็นลม หรือว่าเป็นก้อนอะไร เป็นอะไร แล้ว จิตๆๆน่ะ มันมีรู้หรือเปล่า หรือไม่รู้ ถ้าไม่รู้มันเป็นก้อนอะไรหรือก้อนหัวสมอง มันมีรู้หรือเปล่า"

ทีนี้แกก็ตอบ
"อ๋อ...จิตต้องมีรู้ จิตน่ะมีรู้เป็นธาตุรู้"

"เอ้าเจ้าคุณโกษาว่ายังไง"
"อ้าว ก็ถูกแล้วนี่ จิตน่ะเป็นรู้"

"เอ้าข้างนอกเป็นพยาน จิตรู้...เป็นธรรมชาติรู้"

แกบอกว่าจิตน่ะมันรู้ ทีนี้ฉันก็ถามว่า
"เอ้าทีนี้พูดถึงพระนิพพานละ คำว่านิพพานๆน่ะมันเป็นยังไง ต้องพูดได้ซิ ถ้าพูดไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านจะไปพูดเทศน์สอนใคร ที่ไหนไม่ได้ นิพพานเป็นยังไง เอ้าว่ามา...นิพพานน่ะมันเป็นยังไง?"

ทีนี้แม่อภิธรรมเขาก็บอก
"อ๋อ พระนิพพานน่ะหรือ อะไรๆเกิดไม่ปรากฏ ตั้งก็ไม่ปรากฏ ดับก็ไม่ปรากฏ ไม่ปรากฏเกิด ไม่ปรากฏตั้ง ไม่ปรากฏดับ นี่แหละเรียกว่า นิพพาน"

"อ้อ...อย่างนั้นรึ แล้วมีรู้ด้วยหรือเปล่า นิพพานมีรู้หรือเปล่า"

เขาบอกว่า "ไม่มี" (อ้าว)

"ก็ที่คุณพูดน่ะมันรู้นี่ ถ้าคุณไม่รู้ คุณพูดได้ยังไง เกิดขึ้นรู้ ตั้งอยู่รู้ ดับไปรู้ ไม่มีอะไรก็รู้ ตั้งก็รู้ ไม่ตั้งก็รู้ มันก็รู้ ยืนรู้อยู่อย่างนั้น นั่นคือตัวจิตนี่ จิตมันเป็นธาตุรู้ ที่คุณพูดว่า เกิดขึ้นไม่ปรากฏ ตั้งอยู่ไม่ปรากฏ ดับไปไม่ปรากฏ ก็คุณรู้นี่-ถ้าคุณไม่รู้ แล้วมาพูดได้รึ เอ้อ...ชอบกลนี่"

(แล้วเขาแก้ว่าอย่างไร)
ขอผัด...พิจารณาดูก่อน ลงท้ายไม่กลับมาอีกเลย ไม่เคยเห็นหน้าตั้งแต่นั้นมา เลิก เผ่นหนีไปเลย  สู้ในกรมหมื่นวิวิธฯของท่านชัด "จิตเดิมเป็นธรรมแท้ ไม่ผันแปรแลเวียนวน" นี่ตรงตามบาลี "ธมฺมทีปา วิหรถ ธมฺมสรณา".  

 

ธรรมะวิจารณ์ โดย เปมงฺกโร ภิกฺขุ(หลวงปู่เปรม เปมังกโร)

ธรรมะวิจารณ์ ๑

ธรรมะวิจารณ์ ๒

ธรรมะวิจารณ์ ๓

ธรรมะวิจารณ์ ๔ (จบ)