dhammaprateep

ขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์

posted on 16 Oct 2009 05:15 by luangpu in dhammaprateep directory Knowledge

▼ หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร


 ขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ ตัวเกิดแก่เจ็บตาย

เพราะฉะนั้นจึงต้องพูดถึงขันธ์ ๕ กันบ้างพอเป็นทางดำริ

อัตภาพของเราแยกจัดออกเป็นส่วนได้ ๕ หมวด เฉพาะส่วนที่สำคัญ คือ
รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์

ตามพระพุทธวจนะเช่นในอนัตตลักขณสูตร จึงใช้พูดกันดาษดื่นในพวกนักปฏิบัติธรรม
รูปขันธ์ ๑ นามขันธ์ ๔ รวมเป็น ๕ เรียกว่า ขันธ์ ๕
พูดย่อๆว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ


 รูปขันธ์


ได้พูดบ้างแล้วข้างต้น แต่พูดอีกเพื่อควบคุมเนื้อเรื่องไม่ให้บกพร่อง
ลักษณะอาการของรูปธาตุหรือสังขตรูปธรรมดั่งว่าแล้วข้างต้น เรียกว่า รูปขันธ์

รูปขันธ์ ประชุมด้วยธาตุ ๒ คือ ธาตุดิน กับ ธาตุน้ำ
มีธาตุอีก ๒ คือ อากาศธาตุ กับ ธาตุไฟ เป็นธาตุอุปถัมภ์ชลอเลี้ยงรักษา
รวมกันเข้าเป็นอัตภาพร่างกาย
ตั้งขึ้นด้วยเหตุปัจจัย พูดไว้ย่อๆ เช่น กรรม การกระทำ เป็นต้น
แต่ปัจจัยสำคัญ ก็คือ ตัณหา
(ซึ่งจะพูดต่อไปในวาระแห่งสมุทัยสัจจ์ ในที่นี้ยังไม่ถึงคราวจะพูด)

อัตภาพร่างกาย ประกอบด้วยกลไกและอวัยวะน้อยใหญ่ทั่วสรรพางค์
นั่นเป็นตามกำเนิดที่เกิดสืบเป็นพืชพันธุ์กันมา
มีช่องทางสำหรับรับอารมณ์ภายนอก ๕ คือ
จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร หรือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
เรียกว่า รูปขันธ์ เป็นทุกข์กองหนึ่งโดยใจความ.

รูปขันธ์ดั่งว่ามานั้น เป็นที่อยู่อาศัยของจิตได้ ในพระพุทธภาษิตว่า

ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คูหาสยํ เย จิตฺตํ
สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา
ดั่งนี้ ความว่า

ชนเหล่าใดสำรวมจิตไว้ได้ ซึ่งเป็นเอกจรดวงเดียว
เที่ยวไปสู่ที่ไกลและที่ใกล้ได้ ไม่มีสรีระ(คือไม่มีรูปร่างเหมือนรูปธรรม)
มีคูหาเป็นที่อยู่อาศัย ชนเหล่านั้นจักพ้นจากเครื่องผูก คือ มาร
ดั่งนี้

คำว่า คูหาสยํ ในพระพุทธภาษิตนั้นแลเป็นที่อาศัยของจิต คือ รูปขันธ์
จะพูดให้สนิทกว่านั้น คูหาสยํ ก็คือ กระโหลกศีรษะ

จิตเมื่อได้อาศัยรูปขันธ์แล้ว ก็ได้รับอารมณ์จากช่องทาง ๕ แห่งของรูปขันธ์นั้น
จึงเกิดเป็นกิริยากรรมขึ้น ได้แก่ นามขันธ์ ๔ คือ
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์


 นามขันธ์ ๔

จิตมีกิริยากรรมเป็นนามขันธ์ ๔ ขึ้นได้อย่างไร คือ
เมื่อรูปภายนอกมาผัสสะกับตา
เสียงมาผัสสะกับหู
กลิ่นมาผัสสะกับจมูก
รสมาผัสสะกับลิ้น
โผฏฐัพพะ เช่นเย็นร้อนอ่อนแข็ง มาผัสสะกับกาย

อย่างใดอย่างหนึ่ง ทางใดทางหนึ่ง แล้วก็ให้เกิด
เวทนา รู้จักรสชาติแห่งอารมณ์
สัญญา ความจดจำอารมณ์
สังขาร การนึกคิดถึงอารมณ์
วิญญาณ การรู้ชนิดแห่งอารมณ์

ขึ้นเป็นลำดับ เกิดแล้วเสื่อมดับไป เกิดๆดับๆอยู่ตลอดอายุขัยแห่งรูปขันธ์

เวทนา จัดเป็น ๓ ตามชนิดอารมณ์ที่มาผัสสะ
คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา

อิฏฐารมณ์มาผัสสะให้เกิดสุขเวทนา
อนิฏฐารมณ์มาผัสสะให้เกิดทุกขเวทนา
ส่วนอารมณ์ที่ไม่ยั่วยวนชวนให้เกิดความรักและความชังก็ปรุงจิตให้มีอารมณ์เฉยๆ
(อัญญาณุเบกขา เฉยโง่ เฉยไม่รู้จักอะไร) เป็นอทุกขมสุขเวทนา
เรียกว่า เวทนาขันธ์ จัดเป็นทุกข์กองหนึ่ง

สัญญา แจกตามประเภทแห่งอารมณ์เป็น ๖ คือ
รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา

เป็นคำไทยว่า จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำโผฏฐัพพะ จำธรรมารมณ์
คือ จดจำหมายที่เวทนาได้ทำธุระแล้ว
เรียกว่า สัญญาขันธ์ เป็นทุกข์กองหนึ่ง

สังขาร การตรึกนึกคิดถึงอารมณ์ใกล้ไกล
ถ้าจะเรียกตามลักษณะ ตั้งเป็นจำนวนก็เห็นจะหลายสิบอย่างหรือร้อยขึ้นไป
แต่จัดไว้โดยประเภทย่อที่สุดเป็น ๓ คือ
คิดดี เรียกว่า กุศลเจตสิก
คิดไม่ดี เรียกว่า อกุศลเจตสิก
คิดไม่ใช่ดีไม่ใช่ชั่ว เรียกว่า อัญญสมานาเจตสิกหรืออัพยากฤต

เรียกว่า สังขาร จัดเป็นทุกข์กองหนึ่ง

การรู้ชนิดแห่งอารมณ์ซึ่งจัดเป็น วิญญาณ นั้น
แจกเป็นวิญญาณในวิถี ๖ ประการ คือ
จักขุวิญญาณ วิญญาณทางจักษุ ๑
โสตวิญญาณ วิญญาณทางหู ๑
ฆานวิญญาณ วิญญาณทางจมูก ๑
ชิวหาวิญญาณ วิญญาณทางลิ้น ๑
กายวิญญาณ วิญญาณทาง กาย ๑
มโนวิญญาณ วิญญาณทางใจ ๑

อารมณ์ที่นึกคิดเกิดขึ้นในใจเองโดยมิได้มาจากทวารทั้ง ๕
ความรู้แจ้งซึ่งอารมณ์ เช่นนั้น เรียกว่า มโนวิญญาณ
คือ ความรู้แจ้งทางใจ เรียกว่าอสังขาริก
หมายความคิดนึกขึ้นเองโดยมิได้อาศัยทวารทั้ง ๕
ส่วนวิญญาณที่ต้องอาศัยทวารทั้ง ๕ เรียกว่า สสังขาริก.

เวทนา กับ วิญญาณ ไม่พิจารณาให้แยบยลจะปนกัน
ความรู้สึกรสชาติที่อาจให้เกิดความสบายและไม่สบายหรือเฉยๆนั้น เป็นเวทนา
เช่น นั่งทับของนุ่ม หรือดื่มน้ำมีรสขมไม่อร่อย
ที่รู้สึกว่านุ่มสบายดี เป็นสุขเวทนา
ส่วนลิ้นที่รู้รสขมไม่อร่อยนั้น เป็นทุกขเวทนา
ที่รู้ชนิดว่า อย่างนี้คือสิ่งนั้น อย่างนั้นคือสิ่งนี้ นั่นเป็นวิญญาณ

วิญญาณขันธ์ ดั่งพรรณนามานี้จัดเป็นทุกข์กองหนึ่ง

กิริยาอาการจิตทั้ง ๔ ขันธ์ดังว่ามานี้ก็ดี รูปขันธ์ที่ว่าแล้วนั้นก็ดี เป็นสังขตธรรม
มีลักษณะไม่เที่ยง ผันแปร เป็นทุกข์ ต้องแตกดับหายสูญ เป็นฝ่ายปัด

บุคคลเล็งเห็นชัดตามความเป็นจริงด้วยปัญญาแล้ว
ต้องปัดด้วยคำว่า อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน

สังขตธรรม ต้องมีอสังขตธรรมเป็นที่ตั้งที่เกิด
ถ้าอสังขตะไม่มี สังขตธรรมนั้นก็มีไม่ได้เหมือนกัน
ที่พูดสอนกันว่าจบพิภพทั่วโลกธาตุ มีแต่สังขารทั้งนั้น นั่นเห็นผิด

ความเห็นผิดนั้นลามลงมาจนอัตภาพของคน
เห็นว่าคนเรามีสังขารคือขันธ์ ๕ เท่านั้น ไม่มีอะไรอีก ฝ่าฝืนอำนาจสัจจธรรม
เหมือนคนหลงทิศแล้วเกณฑ์ดวงอาทิตย์ให้ตกทางตะวันออก ฉะนั้น.

ก็ขันธ์ ๕ เหล่านี้เป็นตัวทุกข์ตัวตาย ถ้าไม่มีอะไรนอกจากขันธ์จริงแล้ว
คำว่าวิมุตติธรรมอันเป็นแก่นสารแห่งพระพุทธศาสนาก็มีไม่ได้
เป็นคำหลอกลวง วิมุตติธรรมเป็นโคมลอย
เพราะวิมุตติที่แปลว่าหลุดพ้นนั้น ไม่มีอะไรหลุดพ้น ไม่มีอะไรจะติด
แม้ว่าขันธ์ติดกันเอง พ้นกันเองก็ได้

ถ้าเช่นนั้น ขันธ์เป็นของชั่วของเสียด้วยกัน
การติดและการพ้นของขันธ์ จะไปเป็นโทษเป็นคุณอะไรแก่ใครได้
ขันธ์จะติดกันหรือจะแยกจากกันก็ไม่เป็นโทษเป็นคุณ สิ้นปัจจัยแล้วก็ดับสูญหมด

แต่ความเห็นของคนอย่างว่านี้กลับไปรับรองพระนิพพาน ว่าเป็นอสังขตธรรม
พูดว่าไม่มีอะไรนอกจากขันธ์ ๕ แล้ว นั่นอสังขตธรรมที่ไหนเกิดขึ้นอีกเล่า.

เหตุปัจจัยแห่งขันธ์ ๕ ตามที่ว่ามานั้น แม้ยังไม่แจ่มแจ้งชัดเจนอย่างไร
ก็จงดูพุทธภาษิตในมหาปุณณมสูตรอีกทีหนึ่ง
ซึ่งทรงแสดงถึงเหตุปัจจัยแห่งขันธ์ ๕ เป็นส่วนๆ ดังนี้

 

▲ ธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร หน้า ๖๕-๖๙


บทก่อนหน้า...ทุกขอริยสัจจ์  

▶ อ่านต่อ...ปัจจัยแห่งขันธ์ ๕