ธรรมะวิจารณ์ โดย เปมงฺกโร ภิกฺขุ(หลวงปู่เปรม เปมังกโร)

 

ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า ความเห็นของอัตถกถาจารย์-ฎีกาจารย์ กับ พระสูตร ทำไมไม่ตรงกัน

ก็นี้แหละ สมรรถภาพไม่พอกัน ที่ว่าสมรรถภาพไม่พอกัน หมายความว่าอย่างไร คือ มันจับหลักอะไรไม่ได้ ถ้ามันจับหลักได้แล้ว สมรรถภาพก็เท่ากัน เพราะฉะนั้น ใครๆ เขานับถืออรรถกถาจารย์ ส่วนฉันไม่นับถือเลย

ก็ขอให้คุณคิดดูซิ ถ้าหากว่าอรรถกถาจารย์รู้พุทธศาสนาจริงๆ ว่า ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่โคนโพธิ์คืออะไร อริยสัจจ์ ๔ เมื่อชำนาญทางอริยสัจจ์แล้ว ไปแต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรคขึ้นมาทำไม ก็อธิบายอริยสัจจ์ให้มันเข้าใจซิ นี่แสดงว่าตัวไม่เข้าใจ ไปแต่งขึ้นมาทำไม คล้ายๆ กับว่าไปท้าคำสอนของพระพุทธเจ้า ไปแต่งคัมภีร์พระอภิธรรม แต่งขึ้นมาทำไม

เขาว่านักศึกษาเปรียญธรรม เรียนแต่อรรถกถา-ฎีกา-อนุฎีกา พระสูตรมีเยอะแยะก็เรียนเข้าไปไม่หมด

ก็นั่นน่ะซิ เมื่อฉันอยู่ที่วัดเทพศิรินทร์ ฉันเคยถามสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ทีหนึ่ง ฉันถามว่าอย่างนี้ "ทำไมไม่เอาบาลีในพระสูตรไปสอบนักเรียน" ทีนี้ท่านก็ตอบว่า "ไอ้คุณน่ะไม่รู้จักอะไร" "ก็ไม่รู้จักน่ะซิ จึงถาม" ท่านก็ว่าอย่างนี้ "บาลีพุทธภาษิต ๑ ส่วน ไอ้คัมภีร์อรรถกถาตั้ง ๑๐๐ ส่วน ๒๐๐ส่วน ๓๐๐ส่วน มันมาก ถ้าเอาบาลีในพระสูตรไปสอบนักเรียน ไอ้คัมภีร์อรรถกถามีจำนวนตั้งร้อยๆ เลยไม่มีคนดูเสียหมดเลย เพราะฉะนั้นเขาต้องเอาคัมภีร์อรรถกถาไปสอบนักเรียน แล้วคัมภีร์อรรถกถาเขาก็อธิบายเรื่องพระสูตรพระบาลีอยู่แล้ว จะกลัวอะไร"

แต่เรามาคิดดู ถ้าขืนเชื่ออัตถกถาจารย์มากเกินไป โดยไม่มีศรัทธาญาณสัมปะยุต ก็ตกเหวเท่านั้นซิ เรามาตรวจแล้วก็อัตถกถาจารย์ที่อธิบายน่ะ มันไม่ตรงตามพระบาลี ไปเอาความคิดของตัวผิดๆ พลาดๆ มาใส่ ถ้าไปเรียนแต่คัมภีร์อัตถกถา ศาสนาเสื่อมเสียหมด

คำว่า ศรัทธาญาณสัมปยุต หมายความว่าอย่างไร?

เราต้องปฏิบัติตามอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็บอกไว้แล้ว ต้องศรัทธาญาณสัมปยุต ต้องเชื่อด้วยอำนาจปัญญา-เหตุผล เมื่อไม่สมควรแก่เหตุผล อย่าเชื่อ คือ ศรัทธา-เชื่อ ปัญญา-ความฉลาด ต้องเอาปัญญาเดินหน้า ศรัทธาตามหลัง นี่เขาเรียกว่า ศรัทธาญาณสัมปยุต

ถ้าศรัทธาเดินหน้า ปัญญาเดินหลัง ใช้ไม่ได้ เขาว่าอะไร-พูดอะไร เชื่อตะบันเลย ต้องตรองเสียก่อน ตรองเสียให้ถึงขีดสุดเชียวแล้วจึงเชื่อ

ความคิดของคนมันไม่ตรงกัน ตาเห็นด้วยกันทุกคน แต่คิดไปคนละทาง คนนั้นก็เห็น ไอ้คนนี้ก็เห็น แต่ความคิดไม่ตรงกัน ลืมตาไปเห็น พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาว ครั้งโบราณน่ะ เขาว่า พระอาทิตย์เป็นเทวดาขี่รถเทียมสิงห์ เลียบเขาเอเวอเร็ต เลียบเขาพระสุเมรุอย่างในเรื่องรามเกียรติ์น่ะ หนุมานขึ้นไปห้ามรถ พระอาทิตย์ ไฟมันรวกเสียฉิบหาย อย่างแผ่นดินที่เราอยู่ ไอ้โบราณเขาบอกว่าแบนเป็นผืนเสื่อ ลอยอยู่บนน้ำ มีปลาอานนท์หนุนอยู่ข้างล่าง

เพราะฉะนั้น ต้องเชื่อในเรื่องที่ควรเชื่อ เพราะอะไร? ตำราทั้งหลายแหล่นี้ ก็เราลองนึกดู มันออกจากหัวคิดพวกเราทั้งนั้น ไม่ได้ออกมาจากหัวเทวดาที่ไหน มันก็คิดไป ความเห็นของคนมันไม่เหมือนกัน คนหนึ่งคิดตื้น อีกคนหนึ่งคิดลึก คนหนึ่งคิดแคบ ไอ้คนหนึ่งคิดกว้าง คนหนึ่งคิดหยาบ อีกคนหนึ่งคิดละเอียด ออกจากหัวคิดพวกเราทั้งนั้น

แล้วพระพุทธศาสนานี่ออกจากหัวใคร ก็ออกจากหัวพระมหาบุรุษสิทธัตถะราชกุมาร ก็หัวคนอีกเหมือนกัน

ความรู้ที่เขาเรียนแปลกัน เรียนรู้แค่แปลภาษา อย่างประโยค ๑ ประโยค ๒ ถึง ๙ อรรถกถาทั้งเพ ถ้าอรรถกถาเหลวไหล มันก็เสร็จกันเท่านั้นซิ

อย่างเช่นคัมภีร์อรรถกถาเรื่องหนึ่ง เรียกว่า ธาตุวิภังค์ อย่างคำว่า จักขุธาตุ โสตธาตุ ฆานะธาตุ ชิวหาธาตุ เอา ตา หู จมูก ลิ้น มาเป็นธาตุ ก็มันส่วนหนึ่งๆของเครื่องยนต์ คือของร่างกาย ไปเอามาเป็นธาตุได้หรือ ไปเชื่อได้หรือพรรค์นี้

ธาตุของพระพุทธเจ้าที่ท่านพูดน่ะ ถ้ารูปธรรมมี ๔ เท่านั้น เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นอมตะ คำว่าธาตุตัวนี้ ธาตุแปลว่าอะไร แปลว่าทรงตัวคงที่ ไม่ตาย อย่างเช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม ไปเอาตา หู จมูก ฯลฯ มาเป็นธาตุ ใครจะฟังได้-พูดไปได้

นึกถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องทรงเสวยวิมุตติสุข คือ เมื่อพระมหาบุรุษตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าแล้วที่โคนโพธิ์ แล้วไปนั่งเสวยวิมุตติสุขอยู่อีก ๔ ตำบล ต้นโพธิ์ ต้นกร่าง ต้นจิก ต้นเกตุ นี่ประวัติตรัสเล่า พระพุทธเจ้าตรัสเล่าให้พระอานนท์ฟัง นี่ต้องพระพุทธเจ้าตรัสเล่าซิ เพราะคนอื่นไม่รู้เรื่อง

เรื่องนี้ฉันได้ยินสมเด็จพระอุปัชฌาย์ของฉันบ่น (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา วชิรญาณวโรรส) ในสมัยที่ฉันยังเป็นพระเด็กๆ ท่านทรงเรียกให้ฉันไปเรียนแปลประโยค ๑ ประโยค ๒ ประโยค ๓ ที่วัดบวรนิเวศ เวลาเรียนได้ยินท่านบ่น บ่นเรื่องนี้

เรื่องเสวยวิมุตติสุข ๔ ตำบล ว่าพระอรรถกถาจารย์ไปเพิ่มอีก ๓ ตำบล คือ รัตนฆรเจดีย์-เรือนแก้วที่เทวดามาเนรมิตให้พระพุทธเจ้า ไปนั่งพิจารณาพระอภิธรรมปิฎก แล้วก็อนิมิสสเจดีย์ แล้วก็รัตนจงกรมเจดีย์ สมเด็จบ่นบอกว่า "ก็หลักของเขา ๔ ตำบล ตามประวัติตรัสเล่า แล้วมันเพิ่มขึ้นมาทำไม"

เมื่อฉันวิจารณ์พระอภิธรรมปิฎก นี่แสดงให้เห็นได้ว่า มีคนๆ หนึ่ง แต่งเรื่องขึ้นเรื่องหนึ่ง พอแต่งเสร็จแล้วให้ชื่อว่า "พระอภิธรรมปิฎก" พอตั้งชื่อแล้ว ทีนี้ต้องการให้คนเชื่อซิ ไปเพิ่ม ๓ ตำบลขึ้น ถ้าไม่ไปเพิ่มขึ้น มันไม่น่าเชื่อ

นี่แหละเราลองคิดดูเถอะ อรรถกถาพรรณนี้แหละว่ายังไง พวกหนึ่งรับศีล พระนั่งให้ศีล คนให้ศีลโกหกเสียยิ่งกว่าคนรับศีลเสียอีก

ฉันถือหลักพระบาลีในพระสูตร พระอรรถกถานี่ ฉันไม่เชื่อเลยว่าเป็นพระอรหันต์ แล้วก็ไม่เชื่อเสียอีกว่า จะเรียนพระพุทธศาสนาเข้าใจหรือไม่เข้าใจ

พระพุทธอุทาน ที่ทรงเปล่งเมื่อตรัสรู้ อริยสัจจ์ ๔ แล้ว

ฉันจะว่าให้คุณฟัง อย่างพระพุทธอุทานนี่สำคัญ เมื่อตรัสรู้แล้ว ทรงเปล่งอุทานขึ้นว่าอย่างนี้

"จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ ยถาภูตํ อทสฺสนา  สํ สริตํ ทีฆมทฺธานํ ตาสุตาเสว ชาติสุ
ตานิ เอตานิ ทิฏฺฐานิ ภวเนตฺติ สมูหตา  อุจฺฉินฺนํ มูลํ ทุกฺขสฺส นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว" แปลว่า

"เราท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในชาตินั้นๆตลอดกาลช้านาน และเพื่อนสัตว์โลกทั้งหลายก็เหมือนกัน เที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตลอดกาลช้านาน เพราะไม่รู้จัก ไม่เห็นอริยสัจจ์ ๔"

ตานิ เอตานิ ทิฏฺฐานิ เดี๋ยวนี้เรารู้จักแล้ว เห็นแล้ว

ภวเนตฺติ สมูหตา อุจฺฉินฺนํ มูลํ ทุกฺขสฺส มูลเหตุซึ่งจะทำให้เกิดอีกหมดสิ้นไปแล้ว ขยี้มูลแห่งทุกข์หมดสิ้นแล้ว

นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ไม่ต้องเกิด แก่เจ็บ ตาย ต่อไปอีกแล้ว เราตัดมูลซึ่งเป็นเหตุให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย หมดสิ้นไปแล้ว

ทีนี้อีกบทหนึ่ง บอกว่า "โยจ พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ สรณํ คโต จตฺตาริ อริยสจฺจานิ สมฺมปญฺญาย ปสฺสติ" แปลว่า "ผู้ใดจะถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่ง ต้องเห็นอริยสัจ ๔" คือมันเป็นอย่างนี้

ก็ถ้าพระอรรถกถาจารย์เข้าใจจริงๆก็เอาหลักนี้ขึ้นซิ ที่พระพุทธเจ้าไปนั่งโคนโพธิ์น่ะไปรู้เรื่องอะไร ก็เรื่องอริยสัจจ์ ๔ แล้วท่านก็พูดไว้เป็นอย่างนี้ ก็เรียนอริยสัจจ์เสียให้เข้าใจซิ แล้วอธิบายให้มันกว้างขวางออกไป ไปแต่งขึ้นมาทำไมไอ้คัมภีร์ต่างๆนานา นี่แสดงว่าไอ้ตัวไม่เข้าใจ อย่างคัมภีร์วิสุทธิมรรค แหม มากมายเหลือเกิน

แล้วคัมภีร์วิสุทธิมรรคน่ะไปเอาลัทธิโยคี เช่น อย่างกสิน ๑๐ นี่ไม่ใช่พุทธ มันผิดหลักนี่ แล้วคัมภีร์วิสุทธิมรรคทั้งหมดน่ะ ฉันนั่งคุยกับในกรมวิวิธฯทีหนึ่ง ทูลถามว่า "คัมภีร์วิสุทธิมรรคเห็นเป็นยังไง" ท่านรับสั่งบอกว่า "โฮ๊ะ คัมภีร์วิสุทธิมรรคได้แค่สวรรค์ นิพพานไปไม่ได้"

แล้วท่านพูดอย่างนี้ ตรงเลย คือ พูดถึงว่าบุญ-บาปนี่น่ะ บุญ-บาปนี่มันเป็นโลก-ภาคสังขาร นี่ผสมดี-ผสมเสีย ผสมอารมณ์ดี-บุญสุคติภูมิ ผสมอารมณ์เสีย-บาปทุคติภูมิ นี่มันปีกผสมนี่ ถ้าออกนอกโลกล่ะ เขาเพิกออกหมดทั้งดีทั้งชั่ว

ก็เหมือนอย่างบาลีว่าไว้อย่างนี้แล้ว "โย ธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ อุโภ สงฺคํ อุปจฺจคา อโสกํ วิรชํ สุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ  ผู้ใดละบุญและบาป ซึ่งเป็นเครื่องข้องเกี่ยวอยู่ในโลกนี้เสียได้แล้ว เราเรียกผู้นั้นเป็นพราหมณ์คือพระอรหันต์"

บุญ-บาปนี่มันปีกผสมนี่ ผสมดี-ผสมเสีย พระนิพพานเขาออกนอกโลก-ธรรมชาติเดิม เหมือนอย่างน้ำ ไม่ผสมนี่

ไปดูคัมภีร์ เอ๊ะนี่มันเลอะเทอะใหญ่เสียแล้ว อริยสัจจ์ ๔ นี่เป็นหลักใหญ่ เหมือนอย่างพระพุทธอุทานที่ว่าเมื่อตะกี้นี้ เราท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตลอดกาลช้านาน เพราะไม่รู้ไม่เห็นอริยสัจจ์ ๔

แล้วคำว่าท่องเที่ยวนี้ จิตมันไม่ตายนี่ ถ้ามันตายจะพูดว่าท่องเที่ยวได้หรือ แต่ที่มันท่องเที่ยวได้นั้นเพราะอะไร เพราะเซ่อ เพราะอวิชชา ตัณหา อุปาทาน มันไปผสมกับทุกข์เข้า

ถ้าจิตมันดับไปแล้ว จะไปท่องเที่ยวได้ยังไง?

ก็นั่นซิ ก็ถ้าธรรมชาติของจิตมันเกิดตาย จะเอามาพูดเป็นหลักฐานทำไม ก็มันตายแล้วจะเอาอะไรมาเที่ยว เรื่องมันก็บอกอยู่ในตัว จิตเป็นหลักฐานสำคัญ พระบาลีพุทธภาษิตจึงมีอีกว่า

"สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ การทำจิต ชำระจิตของตน ให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว นี้เป็นคำสอนของพวกพุทธทั้งหลาย"

ก็ถ้าจิตมันเกิดดับๆดังว่ามา พระบาลีพุทธภาษิตนี้ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะจิตไม่เป็นหลักฐาน แล้วไปแต่งคัมภีร์พระอภิธรรม จิตเกิดดับ อ้าวยุ่งอีกแล้ว ไปเอาจิตมาเป็นวิญญาณ เอาวิญญาณมาเป็นจิตยุ่งไปหมด

ก็คุณลองฟังดูซิ อย่างพระพุทธเจ้าเทศน์อนัตตลักขณสูตร พอเทศน์บอกว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ชี้แจงให้ฟัง

รูป คือ ร่างกายนี้มันเป็นเครื่องยนต์ มีอายตนะ-เครื่องดักอารมณ์ อยู่ ๕ แห่ง คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนังที่กาย ตาดักรูปภาพต่างๆ หูดักเสียง จมูกดักกลิ่น ลิ้นดักรส ผิวหนังดักโผฏฐัพพะ เช่น อ่อนแข็ง ร้อนเย็น เป็นต้น

เมื่ออารมณ์ต่างๆสัมผัสเข้ามาทางใดทางหนึ่ง เช่น ตาเห็นรูป เป็นต้น แล้วไอ้เวทนา-กิริยาจิตก็เกิดขึ้นรับอารมณ์ สัญญา-จำอารมณ์ สังขาร-คิดนึกถึงอารมณ์ วิญญาณ-รู้แจ้ง รู้จักอารมณ์

ถ้าพูดว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อารมณ์ติดมาด้วย เหมือนอย่างเราพูดว่าถือ ถือมันต้องติดมือขึ้นมาซิ ถ้าพูดถึงเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อารมณ์ทั้งนั้น เมื่ออารมณ์ไม่มี-กิริยาจิตนั่นดับหมด จิตไม่ดับทรงตัวยืดตัว เป็นประธานอยู่ตลอดไป

พอท่านพูดจบลงแล้ว แล้วก็บอกไว้ตอนท้ายมันก็ชัดๆอยู่แล้ว พระปัญจวัคคีย์ “รูปสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ” เบื่อหน่ายในรูป..เบื่อหน่ายในเวทนา ..เบื่อหน่ายในสัญญา..เบื่อหน่ายในสังขาร ..เบื่อหน่ายในวิญญาณ

ทีนี้ถามว่าใครเบื่อ ก็จิตน่ะซิเป็นผู้เบื่อ จิตมันไม่ใช่ตัวขันธ์ ๕ นี่ มันอยู่นอกขันธ์ ๕ นี่ ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนน่ะ ไม่ใช่สอนขันธ์ ๕ สอนจิต จิตของพระปัญจวัคคีย์มันโง่ มันไปยึดถือขันธ์ ๕ มาเป็นตัวตน จิตมันไม่ใช่ขันธ์ –มันเป็นตัวสำคัญ

แล้วตอนท้ายเขาก็บอกชัดๆ "ปญฺจวคฺคิ ยานํ ภิกฺขูนํ อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสูติ จิตของพระปัญจวัคคีย์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสซึ่งเป็นเหตุยึดขันธ์"

ดูบ้างซิ คำที่ว่ายึด เราก็ต้องฟังซิ ภาษานี่ ยึด ใครยึด ยึดอะไร มันต้องมีผู้ยึดและถูกยึด ที่ปล่อยน่ะ ใครปล่อย ปล่อยอะไร
 

 

ธรรมะวิจารณ์ โดย เปมงฺกโร ภิกฺขุ(หลวงปู่เปรม เปมังกโร)

ธรรมะวิจารณ์ ๑

ธรรมะวิจารณ์ ๒

ธรรมะวิจารณ์ ๓

ธรรมะวิจารณ์ ๔ (จบ)