ธรรมะวิจารณ์ โดย เปมงฺกโร ภิกฺขุ(หลวงปู่เปรม เปมังกโร)

 

พระพุทธเจ้าถือจิตเป็นใหญ่

ครั้งสมัยพระพุทธเจ้าน่ะ ตัวหนังสือยังไม่ได้ใช้ มาเกิดใช้กันขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช อินเดีย ตามทางประวัติศาสตร์ ตัวอักษรเกิดขึ้นที่ตะวันออกกลาง แล้วก็จีน ๒ แห่งนี้เวลาใช้ตัวอักษรเขาว่า ตะวันออกกลาง ถ้าพูดถึงเป็นสัตว์ละก็เขาเขียนเป็นรูปสัตว์ พระอาทิตย์ก็เขียนพระอาทิตย์

ที่เราใช้กันนี้ มันลงระเบียบเรียบร้อยหมดแล้ว คือ อักขระ นี้คือ คำพูด หนังสือ-คำพูดทั้งนั้น คำพูดน่ะมันไม่เป็นตัว แล้วมาทำให้เป็นตัวขึ้น หนังสือน่ะอย่างหนึ่ง ตัวหนังสือน่ะอย่างหนึ่ง หนังสือคือคำพูด แต่มันยังไม่เป็นตัว แล้วมาทำให้เป็นตัวขึ้นทีหลัง (เป็นเพียงภาษา) ภาษาซิ หนังสือ-ตัวหนังสือ

หนังสือน่ะคำพูด ตัวหนังสือน่ะทำขึ้นภายหลัง ทำให้มันเป็นตัวขึ้น แต่ก่อนมันไม่เป็นตัว ฟังด้วยหู ทำขึ้น-ทำให้เห็นด้วยตา เพราะฉะนั้น ขีดเขียนนี่น่ะ มันไม่ตรงกัน ภาษาจีนไปแบบหนึ่ง ฝรั่งอีกแบบหนึ่ง ไทยอีกแบบหนึ่ง

แล้วความรู้ความจำทั้งหลายต้องท่องบ่น ถ้าไม่ท่องบ่นแล้วลืมหมด "อสชฺชาย มลา มนฺตา ความรู้ต้องท่องบ่น" พอใช้เป็นตัวหนังสือแล้ว ไม่ต้องท่อง ไปเปิดดูหนังสือกัน

เพราะฉะนั้นในสมัยที่ยังไม่ได้ใช้ตัวหนังสือน่ะ พวกที่จำความรู้-นิยายต่างๆ น่ะ เขาเป็นอาชีพในอินเดียนะ คือไปจ้างคนที่จำเก่งๆ มาเล่าให้ฟัง แล้วก็ให้เงิน เขาเป็นศิลปะ คือคนนักจำเก่ง เขาถือเป็นอาชีพทีเดียว เขาจ้างมาให้เล่านิยายต่างๆ เพราะตัวหนังสือยังไม่มี

นี่แหละเมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังไม่มีตัวหนังสือ เพียงแต่จำคำพูดกันเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคำสอนนี่ ใครล่ะเป็นคนจำมา เอาหลักอะไรที่ว่าแน่นอน แต่ก็มีอัตถกถาฎีกา อนุฎีกาแสดงให้เห็นชัดว่า ศึกษาพระพุทธศาสนาไม่เข้าใจ จึงได้เที่ยวแต่งเลอะเทอะไปใหญ่โต


คือ ตามภาษาบาลีอย่างที่ฉันคิดค้นแล้วละก็ พูดกันฟังง่ายๆ ก็ว่า พระพุทธเจ้าท่าน ถือ จิต นี่แหละเป็นใหญ่ จิต อย่างว่า

"สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ ชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว นี่คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย" เอาจิตเป็นสำคัญ

"ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตกฺเกลเสหิ ปณฺฑิโต บัณฑิตพึงชำระตนให้บริสุทธิ์ คือเอากิเลสมลทินออกจากจิต" ก็จิตอีกนั่นแหละ

"จิตฺตสงฺกิเลสา ภิกฺขเว สตฺตา สงฺกิลิสฺสนฺติ จิตฺตโวทานา สตฺตา วิสุชฺฌนฺติ ภิกษุทั้งหลาย สัตว์คนจะสกปรกชั่วลามก ก็เพราะจิตสกปรก สัตว์คนจะเป็นคนดี เป็นคนบริสุทธิ์ ก็เพราะจิตบริสุทธิ์ เพราะเหตุนั้นภิกษุทั้งหลาย ท่านจงชำระจิตของตน พยายามปฏิบัติจิตของตนให้บริสุทธิ์ พึงพิจารณาจิตของตนบ่อยๆอยู่เสมอว่า จิตของเรานี้ ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิด สกปรกลามกมาตลอดกาลช้านาน" เอาจิตเป็นหลัก

ต้องเอาจิตเป็นหลัก ไม่ได้หมายเอาร่างกาย แต่ทีนี้จิตมันรูปร่างไม่ปรากฏ มันมองไม่เห็น มันก็เลยเอาร่างกายเป็นคนเป็นสัตว์ เกิดการเข้าใจผิดกันขึ้นซิ เอาร่างกายมาเป็นสัตว์เป็นคนไม่ได้ ต้องเอาจิตเป็นหลัก

แล้วความเห็นของท่านอาจารย์กรมหมื่นวิวิธฯน่ะ ตรงตามบาลีหมด ท่านว่าอะไรล่ะก็ค้านไม่ได้ ตรงตามบาลีเหมือนอย่างกลอนสั้นๆของท่าน

จิตเดิมเป็นธรรมแท้ ไม่ผันแปรแลเวียนวน
ประเสริฐสุดในสากล เป็นตัวตนไม่เกิดตาย

เบญจขันธ์นั้นเกิดดับ คำนวณนับก็มากหลาย
จิตเดิมนั้นไม่ตาย ไม่ยักย้ายไม่ผันแปร

ผู้ใดรู้แค่ขันธ์ ความรู้นั้นยังอ่อนแอ
ผู้ใดรู้จิตแท้ ผู้นั้นแลคือโพธิญาณ


(จิตเดิมเป็นธรรม คือ อธิจิต จิตตัวใน, เป็นตัวตนก็ได้ ธรรมก็ได้, รู้โพธิ คือ รู้จิตเดิม นี่ตรงตามบาลี) 

จะยกบาลีให้ฟัง พระอานนท์ไปทูลถามเรื่องพระอาการป่วยว่า พระอาการป่วยเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า หายแล้วๆ เป็นเล็กน้อย เราได้ใช้ อนิมิตตเจโตสมาธิ ความตั้งมั่นแห่งจิตไม่มีนิมิตที่หมาย นี่จิตตัวใน จิตเดิม ความตั้งมั่นแห่งจิตไม่มีนิมิตที่หมาย ไม่มีนิมิต คือ อารมณ์ไม่มี รู้อยู่ที่รู้

"ตสฺมาตีหานนฺท อตฺตทีปาวิหรถ อตฺตสรณา อนญฺญสรณา ธมฺมทีปาวิหรถ ธมฺมสรณา อนญฺญสรณา เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์ ท่านทั้งหลายจงมีตนเป็นที่เกาะกุม มีตนเป็นสรณะที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นที่เกาะกุม มีธรรมเป็นสรณะที่พึ่ง"

ข้างต้นท่านพูด จิต มาที่สองพูด ตน มาที่สามพูด ธรรม อันเดียวกัน นี่ตรงกับของท่านกรมหมื่นวิวิธฯ ไม่มีผิด

พวกอรรถกถาจารย์ที่แก้บาลีโดยมากฟังไม่เข้าเรื่อง เช่น พระบาลีว่า "มโนปุพฺพํ คมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา มนสาเจ ปทุฏฺเฐนน ภาสติ วา กโรติวา" เขาแปลกันว่า "ธรรมทั้งหลายมีใจไปก่อน" มันควรจะแปลว่า "มีใจเป็นหัวหน้า-เป็นใหญ่"

"มโนปุพฺพํ คมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จอยู่ที่ใจหมด" ธรรมทั้งหลาย ในที่นี้ ควรจะเป็น บาปบุญ หรือว่า โลกียธรรม-โลกุตตรธรรม

พระอรรถกถาจารย์ไปแก้บาลี-น่าเกลียด บอกว่าธรรมทั้งหลายคือ ตโยขันธา-ขันธ์ ๓ ขันธ์ ๓ คือ เวทนา สัญญา สังขาร ไม่รวมวิญญาณเข้าไปด้วย เรียกว่าธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นใหญ่ คือ เอาวิญญาณมาเป็นจิต เป็นตโยขันธา-ขันธ์ ๓ ขันธ์ ๓ คือ เวทนา สัญญา สังขาร แล้วเอาวิญญาณเป็นจิต นี่อรรถกถา

แล้วบาลีอีกบทหนึ่งบอกว่า "ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คูหาสยํ เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ผู้ใดมาสำรวมจิตซึ่งไม่มีรูปร่าง เที่ยวไปในที่ไกลใกล้ได้ มีคูหาเป็นที่อาศัย"

คูหาสยํ พระอรรถกถาจารย์แก้ คูหา มันอยู่ตรงไหน ไปเอาเนื้อหัวใจ-เครื่องสูบฉีดโลหิต บอกว่า “หทัยมังสา” นี่คือคูหาเป็นที่อาศัยของจิต

ฉันเอาเรื่องนี้เข้าไปถามสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ถามว่า "คูหาเป็นที่อาศัยของจิตน่ะมันตรงไหน" "อ้าว..ก็ตำราเขาบอกไว้แล้วนี่" "ใครบอก" "อรรถกถาบอกไว้แล้วนี่" "อยู่ตรงไหนล่ะ" "ก็หทัยมังสาน่ะซิ" ฉันบอกว่า "ไม่น่าเชื่อเลย" "ก็ไม่เชื่อท่านแล้วจะไปเชื่อใครล่ะ"

"จิตมันต้องอยู่ที่หัวกะโหลกซิ ก็เราคิดอะไรมันออกจากหัว มันไม่ออกจากหน้าอกนี่ แล้วส่วนต่างๆเข้าไปรวมอยู่ที่หัวหมด ตาก็อยู่ที่หัว หูก็อยู่ที่หัว จมูกก็อยู่ที่หัว ลิ้นก็อยู่ที่หัว ถ้าจะเปรียบเหมือนกระทรวง กระทรวงมันอยู่ใกล้พระเจ้าแผ่นดินซิ พระเจ้าแผ่นดินอยู่ที่ไหน กระทรวงมันก็อยู่นั่นแหละทุกกระทรวง ต้องอยู่ที่หัว"

เลยถูกไล่ลงมาจากกุฏิ ถามทีไรไม่ได้ความสักครั้ง ก็เราคิดอะไรมันออกจากหัวทั้งนั้น ใครมันออกจากหน้าอกเล่า เพราะฉะนั้นคนที่เชื่ออรรถกถา ใช้ไม่ได้

อีกเรื่องหนึ่ง "นิพพานที่ใครๆ พูดให้ฟังไม่ได้" คือไอ้ตำราธรรมที่เขาใช้กัน ฉันไปเปิดเห็นเข้า เป็นถึงเจ้าคุณชั้นสูงด้วย แปลพระบาลีที่เป็นพุทธภาษิตว่า "ฉนฺท ชาโต อนกฺขาเต พระนิพพานที่ใครๆ พูดอธิบายให้ฟังไม่ได้" เขาแปลอย่างนั้น

ความจริงควรจะแปลว่า พึงทำความพอใจในพระนิพพานที่ไม่มีการพูด เพราะพระนิพพานเป็นสันติสงบ เป็นอธิจิต แต่ไปแปลว่า พึงทำความพอใจในพระนิพพานที่ใครๆ พูดให้ฟังไม่ได้

คำว่า อนกฺขาเต "อะนะ" ตัวนี้ ปฏิเสธ "ขาตะ" พูด คือไอ้ตัวนิพพานน่ะมันไม่พูด ไอ้เราพูดมันต้องได้ซิ ไอ้ตัวสันติน่ะมันสงบแล้ว มันจะไปพูดได้ที่ไหน?

พระพุทธเจ้า ทรงตรัสอธิบาย เรื่องนิพพานไว้มากมาย ปรากฏทั่วไปในพระบาลี ถ้าใครๆ อธิบายให้ฟังไม่ได้จริงๆ อย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็เหลว ตกลงไม่รู้จักนิพพาน

เอ้าพวกเรา สมมุติวิ่งไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลว่า "พวกผมเป็นทุกข์เหลือทน ไม่อยากเกิดในโลกอีกต่อไปแล้ว มันทุกข์เหลือเกิน" ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านว่า "ไปนิพพานเสียซิ" ไอ้พวกเราก็ว่า "เออ ดี ขอให้พระองค์ทรงแสดงพระนิพพานให้ฟังเถิด นิพพานเป็นอย่างไร พระเจ้าค่ะ?" "เอ้อ กูเองก็อธิบายไม่ได้ว่ะ" "อ้า ก็อธิบายไม่ได้จะให้พวกผมไปอย่างไรเล่า" "ก็ไม่รู้พวกมึงหรือ กูก็อธิบายให้ฟังไม่ได้" ......นี่แหละไปเข้าใจมันผิด

เพราะฉะนั้น ฉันหนักใจ อย่างที่เขาเล่ากันว่า ให้แปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยเสียให้หมด ถ้าขืนแปลเห็นจะยุ่งฉิบหายใหญ่

 

ธรรมะวิจารณ์ โดย เปมงฺกโร ภิกฺขุ(หลวงปู่เปรม เปมังกโร)

ธรรมะวิจารณ์ ๑

ธรรมะวิจารณ์ ๒

ธรรมะวิจารณ์ ๓

ธรรมะวิจารณ์ ๔ (จบ)