ทุกขอริยสัจจ์

posted on 15 Oct 2009 05:27 by luangpu in dhammaprateep directory Knowledge

▼ หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร


 ทุกขอริยสัจจ์

ถ้าเอาอริยสัจจ์ออกเสียให้เหลือไว้แต่คำว่าทุกข์ ก็ปลุกใจให้รีบรู้จักทุกข์ได้เร็วเข้า 
เพราะทุกคนไม่ชอบทุกข์ และได้ประสพทุกข์มาด้วยกันมากหรือน้อยทุกคน

แต่ถ้าแปลรีบด่วนเกินไป คือนึกมุ่งไปในส่วนทุกข์ที่ตนเคยประสพพบปะมา
หาได้เฉลียวไปอย่างไรอีกไม่แล้ว จะเห็นหรือแปลทุกข์ในทุกขอริยสัจจ์นี้อ่อนไปก็ได้
จึงต้องนึกไปให้กว้าง คงไปได้ความลงใน สังขตธรรมนั้นแลเป็นทุกข์

ดั่งได้พูดแล้วข้างต้นว่า
ทุกข์ หรือ โลก ก็คือ สังขาร นั้นเอง จะเรียกว่า อารมณ์ อีกก็ได้เป็นตัวทุกข์
สิ่งที่เกิดแต่เหตุปัจจัย เกิดแล้วเสื่อมดับไป สิ่งนั้นเรียกว่า สังขาร 

ทุกข์ก็อันนั้น โลกก็อันนั้น อารมณ์ก็อันนั้น

ทุกข์ เป็นภาษามคธ แต่ไทยใช้ ขมฺธาตุ แปลว่า ทนหรือเข้มแข็ง
ทุ นิบาต เบียนธาตุ เป็นตัวชั่วร้าย ประกอบกันเข้าเป็น ทุกขํ ทุกข์
กลายเป็นไม่ทน ไม่ถาวร ต้องแตกสลายดับไปหมดในที่สุด
คือพวกสังขาร หรือ สังขตธรรมที่เหตุปัจจัยปรุงสร้างขึ้นดังว่ามาแล้ว

ทุกข์ในทุกขอริยสัจจ์นี้ แจกจัดไว้ ๒ ประการคือ

ทุกข์ภายใน ได้แก่ ทุกข์จิตใจ
ทุกข์ภายนอก คือทุกข์ของสังขารหรืออารมณ์ เรียกว่า สภาวทุกข์
คือ ทุกข์ตามสภาวะ เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ปรุงขึ้น ใครๆแก้ไขได้ยาก
จะแก้ก็ต้องแก้ที่ตัวเหตุ สรุปเรียกสั้นๆว่า ทุกข์กาย

ทุกข์กาย เป็นคู่กับ ทุกข์ใจ

ทุกข์กาย คือ ความเจ็บปวดตามร่างกายอันเกิดจากโรคภัยต่างๆ
และความแก่เจ็บตายด้วย ประกาศความไม่ถาวร 
เป็นทุกข์ตามสภาวะ เรียกว่า ทุกข์กาย

ส่วนความร้อนใจ เจ็บใจ กลุ้มใจ โศกเศร้า รันทดถอนนั้นรวมเรียกว่า ทุกข์ใจ
เป็นทุกข์ภายในเกิดจากกิเลส มีกิเลสเป็นเหตุ เป็นสมุทัยโดยตรง
คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เห็นจะตรงกับคำนี้ คือ

ร้อนอะไรในมนุษย์ที่จุดจบ
ไม่ร้อนลบแรงราดซ้ำซากเผา
เพลิงตัณหาราคามิซาเซา
ร้อนรุมเร่าลุกลนไปจนตาย

อันร้อนกายไข้หนักพอรักษา
ใช้หยูกยาถูกตรงก็คงหาย
แต่ร้อนจิตติดแน่นสุดแคลนคลาย
เป็นโรคร้ายเรื้อรังไม่ฟังยา
    ดังนี้

พระอรหันต์เช่นองค์พระพุทธเจ้า เป็นต้น ที่สิ้นกิเลส จิตใจบริสุทธิ์แล้ว
ทุกข์ใจอันมีอาการต่าง ๆ ดังกล่าวมานั้นไม่มีแล้ว
จิตของท่านเป็นนิพพาน สุขอยู่ทุกเมื่อ
มีแต่ทุกข์กาย ซึ่งเป็นไปตามสภาวะ ต้องแก้ด้วยหยูกยา แก้ตกไม่ตกก็ตามเรื่อง

แต่ทุกข์ในทุกขอริยสัจจ์นี้ พระพุทธองค์ตรัสคละกันไปทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ
เพราะเมื่อว่าโดยปริยายแล้ว ทุกข์กายก็รวมอยู่ในพวกผลของสมุทัย
คือ กิเลสเป็นเหตุให้เกิดหมด  ดังพระพุทธภาษิตว่า
ตณฺหา สมฺภูโต อยํ กาโย   กายนี้เกิดจากตัณหา   ดังนี้

ตามพระพุทธภาษิตที่ตรัสในนิทเทศแห่งทุกขอริยสัจจ์นี้ว่า

เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์

โสกะ โศก ปริเทวะ รำพันเพ้อ ทุกข์ไม่สบายใจ
โทมนัส เสียใจ อุปายาส คับแค้นใจ เหล่านี้แต่ละอย่างเป็นทุกข์ทั้งนั้น

อยู่รวมด้วยสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์
พลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์
ปรารถนาสิ่งใดสิ่งนั้นไม่สมหวัง ก็เป็นทุกข์
 
เมื่อจะย่อลงกล่าวแล้วก็
ปัญจุปาทานักขันธ์  ขันธ์ ๕ ที่ยึดถืออยู่นั้นเป็นตัวทุกข์
  ดั่งนี้

※ ที่พระองค์ตรัสว่า เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์นั้น
ก็ประกาศความไม่ถาวรยั่งยืนแห่งสังขตธรรม
อันเป็นส่วนรูปขันธ์คือสรีรยนต์กลกายอันนี้

ย่อมปรากฏขึ้นในเบื้องต้น ด้วยชาติความเกิด
ย่อมแปรไปในท่ามกลาง ด้วยชราคร่ำคร่า
ย่อมดับไปในที่สุด ด้วยมรณกาลกิริยา

ย่อมบีบคั้นใจสัตว์ในคราวเกิด ด้วยให้ความเดือดร้อนทั้งมารดาและบุตร
บีบคั้นด้วยความไม่สมประกอบในคราวเกิดภัยพิบัติ
บีบคั้นในเวลาชราทุพพลภาพ ด้วยความไม่สมประกอบและความเจ็บป่วยต่างๆ
บีบคั้นในเวลาตาย เพราะตัดความมุ่งหวังตั้งใจหาความสุขในโลกให้สิ้นสุดลง
อย่างว่ามานี้กระมัง จึงได้ชื่อว่าทุกข์ อันที่จริง สังขตธรรมนั้นก็เป็นตัวทุกข์อยู่แล้ว  

※ ส่วนที่พระองค์ตรัสว่า ความโศก ความรำพันเพ้อ ความไม่สบายใจ
ความเสียใจ ความคับแค้นใจ เหล่านี้ก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น

นั่นก็ประกาศความไม่ถาวรแห่งสังขตนามธรรม

ยกเวทนาขันธ์ซึ่งบีบคั้นใจสัตว์ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง อันต่างโดยชนิดเป็น ๓ คือ
สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา (อุเบกขาเวทนา)
เวทนา ชนิดไหนมากหรือน้อยอย่างไร ก็ไม่ถาวรยั่งยืน

ความสุขอย่างชื่นใจที่สุด จะตั้งอยู่ได้ก็เพราะเหตุของเขายังตั้งอยู่
ครั้นเหตุสิ้นแล้ว สุขเวทนาเช่นนั้นก็ดับตาม

แม้ความทุกข์อย่างเผ็ดร้อนก็เหมือนกัน จะตั้งอยู่ได้ก็เพราะเหตุของเขายังตั้งอยู่
ครั้นเหตุนี้สิ้นแล้ว ทุกขเวทนาเช่นนั้นก็ดับตาม

ทุกข์เกิดขึ้นในลำดับแห่งสุข สุขเกิดขึ้นในลำดับแห่งทุกข์
ความสุขและความทุกข์ในโลกย่อมเวียนเกิดเวียนดับสลับกันไป
ไม่ตั้งถาวรอยู่ได้แม้สักอย่าง ย่อมเสื่อมดับไปตามเหตุปัจจัยเช่นนี้ 

※ และที่พระองค์ตรัสถึง ทุกข์ในรูปขันธ์นั้นเป็นทุกข์ตัวเหตุ
ที่ตรัสถึงทุกข์ในเวทนาขันธ์นั้น เป็นทุกข์ตัวผล

โดยอธิบายว่า ความทุกข์ในทางกายเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ใจ กล่าวคือ
เมื่อคนเราได้รับความเดือดร้อนใจอันเผ็ดร้อนอย่างไรแล้ว
ก็ต้องให้นึกถึงโทษในความเกิด แก่ เจ็บ ตาย แห่งรูปขันธ์
เพราะทุกข์ในรูปขันธ์นั้นเป็นต้นเหตุ

ถ้ารูปขันธ์ไม่เกิด หรือเกิดแล้วแต่ไม่พิบัติอันตรายไม่แก่ไม่ตาย
ทุกขเวทนาทางใจจะมีได้อย่างไร
ทุกขเวทนาเกิดได้ด้วยไม่สมความประสงค์
จึงน่าจะเห็นอย่างว่านั้น     

※ ในส่วนต่อมาที่ตรัสว่า
ความอยู่ร่วม(สัมปโยคะ) ด้วยสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์
ปรารถนาสิ่งใดสิ่งนั้นไม่สมหวังดั่งปรารถนา ก็เป็นทุกข์นั้น

น่าจะได้แก่ ทุกขเวทนาที่เกิดเพราะอารมณ์อันห่างไกล
คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
 

โดยบทบาลีว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาทุกฺขา
โดยย่นย่อแล้ว การยึดถือขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
ดังนี้
นอกจากรูปขันธ์คือร่างกายนี้ ออกไปอีกจำพวกหนึ่งมาผัสสะเข้า

※ จะอย่างไรก็ตาม ในที่สุดพระองค์ตรัส
ทุกข์ สรุปความลงเป็น ขันธ์ ๕ คือตัวทุกข์

ผู้ยึดขันธ์ ๕ คือ จิต เป็นตัวสุข ไม่แก่เจ็บตาย
แต่เพราะกิเลสคือ อวิชชา-โง่ ตัณหา-ต้องการ อุปาทาน-ยึดถือ
เอาตัวทุกข์ ตัวเกิดแก่เจ็บตาย เข้าไว้นั้น ปิดบังตนเอง
เลยเห็นผิดว่าตนเป็นทุกข์ ตัวเกิดแก่เจ็บตายตามอารมณ์ที่ยึดถือ
เกิดหลงตัวเอง อั๊วหรือไม่ใช่อั๊ว

ขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ ตัวเกิดแก่เจ็บตาย
เพราะฉะนั้นจึงต้องพูดถึงขันธ์ ๕ กันบ้างพอเป็นทางดำริ...(อ่านต่อ)... 

 

▲ ธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร หน้า ๖๒-๖๕


บทก่อนหน้า...ประโยชน์ของมรรคที่ทำกิจตามหน้าที่  

▶ อ่านต่อ...ขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์