▼ หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร


ประโยชน์ของมรรคที่ทำกิจตามหน้าที่


๑.กิริยาที่รู้เห็นเป็นความเข้าใจ ได้แก่ ตัวปัญญา คือ รู้ว่า
นี่ทุกข์

นี่สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์
นี่นิโรธ  ความดับทุกข์
นี่มรรค  ทางให้ถึงนิโรธความดับทุกข์

ทุกข์ จะต้องกำหนดรู้ให้ทั่วถึง
เหตุให้เกิดทุกข์ จำจะต้องละเสีย
ความดับเหตุแห่งทุกข์ จำจะต้องทำให้แจ่มแจ้งขึ้น
มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับเหตุแห่งทุกข์ จำต้องเจริญ ต้องปฏิบัติ
และต้องรู้อีกว่ากิจที่จะต้องทำเราได้ทำเสร็จแล้ว

ปัญญา ความรู้เห็นในอริยสัจ ๔ ประการนี้ เรียกว่า สมฺมาทิฏฐิ เห็นถูก
ย่อมกระทำกิจในเรื่องของทุกข์ สมุทัย และนิโรธคือค้นหาตนเอง
และมรรคข้ออื่นๆ ที่ยังไม่มีหรือมีแต่อ่อน ทำให้เจริญแก่กล้ายิ่งขึ้น


๒.กิริยาที่ดำริจะปล่อยวางหรือหลีกเลี่ยงจาก
กาม ความพยาบาท ความเบียดเบียน

ตามที่ได้รู้เห็นโทษแจ้งชัดมาแล้วอย่างไร
เรียกว่า สมฺมาสงฺกปฺโป ความดำริถูก

คำว่า กาม ในที่นี้ ก็ได้แก่ ส่วนที่ยั่วยวนให้เกิดความรักใคร่หมายหวัง
ซึ่งประกอบอยู่กับตัวประโยชน์ในวัตถุนั้นๆ
เป็นลักษณะอาการล่อจิตใจอยู่ภายนอก
เช่น ความงามของคนและอาภรณ์เครื่องประดับกาย เครื่องนุ่งห่ม
เครื่องใช้สอย ภาชนะต่างๆ สิ่งที่ได้พบปะด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นต้น

กาม หมายถึง ส่วนชวนรักใคร่ ก็คือ อารมณ์หรือสังขาร
อันเป็นตัวทุกข์ในทุกขสัจจ์ ที่จิตยึดถืออยู่นั่นเอง
แต่เป็นส่วนที่ดีน่ารักใคร่ แต่ได้แล้วกลับก่อผลให้เกิดเสียหาย

เพราะฉะนั้น ในที่มาบางแห่งจึงแสดงยกเอาผลนั้นๆ
เป็นชื่อของกามก็มีบ้าง เช่น

"ภยํ ทุกฺขญฺ จ โรโค จ สงฺโค ปงฺโก จ อภยํ เอเต กามา ปวุจฺจนฺติ
ยตฺถ สตฺโต ปุถุชฺชโน"
  ดั่งนี้ความว่า

เราเรียก ภัยด้วย ทุกข์ด้วย โรคด้วย
ความเกี่ยวข้องและความติดทั้ง ๒ นั้นด้วย เหล่านั้นว่ากามะ(สิ่งที่น่าใคร่)
ผู้ติดข้องอยู่ในธรรมเหล่านั้น ได้ชื่อว่า ปุถุชน คนหนา
ดั่งนี้

กามารมณ์ที่ดีน่ารักใคร่เช่นว่ามานั้น ที่ถูกควรเป็นวัตถุกาม
วัตถุกามใช่วิสัยที่บุคคลจะพึงตามกำจัดหรือเลี่ยงหนี
เพียงแต่ทำความรู้จักเท่านั้น
ต้องตัดความพอใจ รักใคร่ อันเป็นตัวสมุทัย คือตัณหาของตนเสีย
จึงจะนับว่า ออกจากกาม ในองค์มรรคนี้

ก็เมื่อดำริที่จะตัดกระแสแห่งตัณหาในอารมณ์ได้สำเร็จผล
ก็กินตลอดถึง การละพยาบาท และ การคิดเบียดเบียน
ซึ่งนับว่าเป็นเหตุผลตลอดถึงกัน

ด้วยว่าเมื่อความรักใคร่พอใจมีขึ้นแล้ว
ความพยาบาทและการเบียดเบียนผู้อื่นก็มีขึ้นด้วยในลำดับเมื่อไม่สมความประสงค์

ครั้นตัณหาสิ้นไปแล้ว ความพยาบาทและการเบียดเบียนก็มีขึ้นไม่ได้
ย่อมดับสิ้นไปตามกัน จึงควรเห็นว่าการคิดพยาบาทและการเบียดเบียน
เป็นกิเลสตัวผลของคนผู้มีตัณหาติดข้องอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น


๓.อาการที่คิดงดเว้นจากวจีทุจริตตั้งอยู่ในวจีสุจริต
ซึ่งเรียกว่า สมฺมาวาจา เจรจาถูก นั้นก็ดี


๔.อาการที่คิดงดเว้นจากกายทุจริตตั้งอยู่ในกายสุจริต
ซึ่งเรียกว่า สมฺมากมฺมนฺโต การงานถูก นั้นก็ดี


๕.อาการที่คิดงดเว้นจากทางอาชีวะอันผิดพุทธวิสัย
และอุบายทุจริตอย่างใดๆอันเป็นการหลอกลวง
แล้วตั้งอยู่ในสุทธาชีวะ ได้เครื่องเลี้ยงชีพต่างๆมาโดยความบริสุทธิ์ใจ
ซึ่งเรียกว่า สมฺมาอาชีโว อาชีพถูก นั้นก็ดี

แต่ละอย่างย่อมเป็นเครื่องปิดทางสกัดกั้นกระแสแห่งตัณหา
ถึงแม้ว่าเป็นอาการที่คิดงดเว้นจากทุจริตเสมอกันก็จริง
แต่ส่องความประพฤติไปคนละช่อง

จึงจัดเป็นข้อปฏิบัติหรือกิจกรรมส่วนหนึ่งๆ ทำบุคคลให้ตั้งมั่นในศีลธรรม
คือ สุจริตกายวาจา และอาชีพบริสุทธิ์
ผู้มีศีลย่อมไม่เดือดร้อนใจเพราะทุจริต
เป็นสุขสวัสดิภาพ พ้นจากเวรภัย
และเป็นอุปการะแก่มรรค ข้อปฏิบัติอื่นๆให้เจริญยิ่งขึ้น.


๖.กิริยาการที่พยายามบากบั่นหมั่นระวังบาป ไม่ให้เกิดขึ้นในใจ
ที่เกิดอยู่แล้ว พยายามละเสีย
หมั่นบำเพ็ญบุญ หมั่นรักษา
บุญที่บำเพ็ญแล้วไม่ให้เสื่อม
ซึ่งเรียกว่า สมฺมาวายาโม เพียรถูก นั้น

ย่อมยังกิจที่ต้องประสงค์นั้นๆเจริญสืบสานก้าวหน้าเสมอ
เป็นเครื่องเผาผลาญบุกรุกอำนาจตัณหาให้ลดน้อยจนหมดสิ้นเป็นที่สุด
และความเพียรนี้ย่อมเป็นอุปการะแก่มรรคข้ออื่นๆให้เจริญยิ่งขึ้น.


๗.กิริยาการที่ระลึกจอดอยู่ในที่เดียวโดยมาก ไม่ให้ธุรกิจเลื่อนลอยสูญหาย
คือไม่ลืมสติ เช่นว่านั้นบุคคลให้ตั้งมั่นลงแล้วในอารมณ์อันเหมาะแก่ธุรกิจ ๔ ประการ
คือ กาย เวทนา จิต ธรรม เรียกว่า สมฺมาสติ ระลึกถูก

ข้อนี้มีอุปการะมาก ย่อมประคับประคองธุรกิจให้สำเร็จได้
โดยเรียบร้อยปลอดภัยอันตรายทั้งปวง
ทั้งเป็นอุปการะแก่มรรคข้ออื่นๆให้เจริญยิ่งขึ้นด้วย.


๘.การคุมจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน หรือสะกดให้สงบจากอารมณ์
อาการกิริยาแห่งจิต ประณีตเข้าไปเป็นลำดับนับตามวาระแห่งฌาน
คือ อาการเพ่งแห่งจิต เป็นดังนี้คือ

ปฐมฌาน ประกอบด้วย องค์ คือ วิตก ๑ วิจาร ๑ ปีติ ๑ สุข ๑
ทุติยฌาน ประกอบด้วย องค์ คือ ปีติ ๑ สุข ๑
ตติยฌาน ประกอบด้วยองค์ คือ สุขอย่าง เดียว
จตุตฺถฌาน หมดอารมณ์และอาการแห่งจิตที่นับว่าเป็นสังขตธรรม
มีแต่อาการประจำธรรมชาติ จิตเป็นสมาธิถึงขีดที่สุด

ตามบทบาลีชั้นนี้ว่า
อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขา สติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ
จิตบริสุทธิ์ ทุกข์ไม่ทับ สุขไม่ทับ อารมณ์ดับหมด มีสติกุมอยู่ที่บริสุทธิ์เฉย

จัดเป็นฌานที่ ๔ ถึงขีดสุด เป็นเจโตวิมุตติ

ดั่งนี้จัดว่าเป็น สมฺมาสมาธิ สมาธิถูก

เป็นอุบายให้เกิดปัญญา
รู้ธรรมทั้งที่เป็นอสังขตะและสังขตะ
รู้จักความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์
รู้จักของไม่ตายและของตาย
เหมือนคนรู้จักของแท้แล้ว ก็เป็นเหตุให้รู้จักของเท็จเทียม ฉะนั้น.

ตรงกับคำว่า สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ
ผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ตามความเป็นจริง
ดั่งนี้

อริยมรรค ๘ นี้เป็นสังขตธรรม แต่พระองค์ทรงเชิดว่าเป็นยอดแห่งสังขตธรรม
คือประเสริฐเลิศกว่าสังขตธรรมทั้งหลายบรรดามี
ก็เพราะเป็นอุบายวิธีให้ได้ความบริสุทธิ์คือวิราคธรรมหรือนิพพานนั้น
ควรเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า อเนญชาภิสังขาร
สังขารซึ่งเป็นเหตุให้ถึงอเนญชาคือธรรมอันไม่หวั่นไหวได้แก่พระนิพพาน

อริยมรรคทั้ง ๘ นี้จุดที่มุ่งหมายจะต้องใช้ทำกิจอะไรบ้าง
โดยสรุปยอดกล่าวที่จะให้สำเร็จเป็นผลคือวิราคธรรมขึ้นได้
ก็จะต้องยกกิจของอริยมรรคอันเป็นหัวข้อสำคัญขึ้นมากล่าวเป็น ๔ คือ
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จะว่ากันไปเป็นลำดับ ดั่งต่อไปนี้.


▲ ธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร หน้า ๕๘-๖๑


◀ บทก่อนหน้า...อริยมรรค ๘ ประการ  

▶ อ่านต่อ...ทุกขอริยสัจจ์