อุจเฉททิฏฐิ

posted on 15 Sep 2009 05:14 by luangpu in dhammaprateep directory Knowledge

▼ หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร


 อุจเฉททิฏฐิ


ความเห็นว่าขาดสูญ ได้ชื่อว่า อุจเฉททิฏฐิ
คือ เห็นว่าสัตว์ตายแล้ว จิตดับสูญ ไม่สืบภพชาติต่อไปอีก

ผิดทางพระพุทธศาสนา จัดเป็น มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดอีกด้วย
ทิฏฐินี้ก็ชั่วร้ายอย่างสำคัญเสมอกันกับ สัสสตทิฏฐิ

สัสสตทิฏฐิ ต่างกันกับ อุจเฉททิฏฐิ อย่างไร ? เข้าใจว่าเป็นอย่างนี้ คือ

สัสสตทิฏฐิ นั้น เห็นผิดเพราะไม่รู้จัก สังขตธรรม
จึงให้เห็นไปว่าขันธ์ ๕ เป็นของเที่ยงยั่งยืน
หรือเห็นว่าคติและกำเนิดแห่งสัตว์ทั้งหลายไม่กลับกลายเป็นอื่น
ไม่เล็งถึงกรรมการกระทำ

ผิดทางพระพุทธศาสนาที่ว่า
ขันธ์ ๕ เป็นสังขตธรรม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
และคติกำเนิดของสัตว์ย่อมเปลี่ยนได้
เพราะอำนาจกรรม การกระทำ หรือ ความประพฤตินั้น
ดั่งนี้ จึงจัดเป็น สัสสตทิฏฐิ

ส่วน อุจเฉททิฏฐิ นี้ เห็นผิด
เพราะไม่รู้จัก อสังขตธรรม ซึ่งเป็นประธานแห่งขันธ์ ๕

จึงให้เห็นไปว่า ขันธ์ ๕ ดับแล้วสูญ จิตไม่สืบภพชาติต่อไปอีก
แปลว่า สัตว์ทั้งหลายตายแล้วสูญหมด

ผิดทางพระพุทธศาสนาที่ว่า
อสังขตธรรม เป็นของเที่ยง ยั่งยืน ไม่เกิดตายหายสูญ
ในอัตภาพของสามัญสัตว์นั้นยอมมีทั้ง สังขตะ และ อสังขตะ

ความเห็นว่าสัตว์โลกตายแล้วขาดสูญ
ก็โดยมิได้เล็งถึงอสังขตะ ซึ่งยืนตัวเป็นประธานอยู่
ตายดับสูญเฉพาะสังขตธรรม ส่วนอสังขตธรรมหาได้ตายดับสูญไม่

เหมือนน้ำในหม้อตั้งอยู่บนเตาไฟเดือดพล่านอยู่
ใครพูดว่า น้ำนั้นเที่ยงก็ผิด พูดว่าน้ำสูญก็ผิด ฉะนั้น

แต่อสังขตะก็มิได้เป็นเหตุปัจจัยให้สัตว์วนเวียนในคติและกำเนิดนั้นๆ
เป็นเพราะอำนาจกิเลสและกรรมต่างหาก
แต่ถ้าไม่มีอสังขตะ กิเลสและกรรมนั้นก็ตั้งอยู่ไม่ได้เหมือนกัน
สัตว์ตายแล้วก็ต้องดับสูญจริง

ทิฏฐิทั้ง ๒ ย่อมต่างๆกัน ดั่งว่ามานี้แล

ตามที่ได้พรรณนามาแล้วแต่ต้นๆ ก็มิได้พ้องกับทิฎฐิ ๒ ประการนี้เลย
นับว่าได้ดำเนินอรรถาธิบายมาโดยความเห็นสะดวกทุกประการแล้ว
แต่เรื่องจิตดูยังไม่สู้เรียบร้อย จึงต้องกล่าวเพิ่มเติมอีกในเรื่อง


 สามัญสัตว์ตายแล้วเกิดอีก


ได้พูดไปแล้วบ้างในตอนต้นๆว่า
จิต เป็นบัญญัติลงในอสังขตะก็ได้ สังขตะก็ได้
เรียกใช้ได้ทั่วไปทั้ง จิตของปุถุชน และ จิตของพระอรหันต์

จิตของพระอรหันต์นั้น ได้ความบริสุทธิ์เป็นนิพพานหรือวิสังขารไปแล้ว
ไม่แตกต่างโดยประเภทและชนิด รวมเรียกเป็น
พุทธะหมด

แต่จิตของปุถุชน ยังเป็นสังขาร เพราะเหตุกิเลสเป็นเครื่องผูกมัดรึงรัด
ย่อมแตกต่างโดยประเภท คือ เป็นกามาพจรจิต รูปาพจรจิต อรูปาพจรจิต
และชนิดต่างๆ

ก็ที่พูดว่า จิตสามัญสัตว์ไม่ตาย ในเมื่อร่างกายตายแตกทำลายแล้ว
ย่อมถือปฏิสนธิในคติกำเนิดอื่นต่อไปอีกนั้น
หมายเอาจิตของปุถุชนหรือจิตสามัญ
คือ จิตที่เป็นสังขารส่วนละเอียดอันเข้าแทรกสิงระคนปนอยู่กับอสังขตะ
ประดุจมลทินแห่งธาตุและภาชนะต่างๆ
ได้แก่ จิตที่ไม่ได้ความบริสุทธิ์เป็นนิพพาน หรือสังขาร 

กายเนื้อย่อมตายตามเกณฑ์แห่งอายุขัย สิ้นสุดลงเป็นทอดๆ
เหมือนลูกคลื่นในท้องมหาสมุทร
แต่กายทิพย์หรือสังขารส่วนละเอียดย่อมตายตามเกณฑ์แห่งอวิชชา

สามัญสัตว์ยังมี อวิชชา โง่เขลา ไม่รู้แจ้งในอริยสัจจ์ตราบใด
ก็วนเวียนเกิดตายอยู่ในคติกำเนิดนั้นๆ เรื่อยไป
 

ต่อเมื่อมีวิทยาปัญญาเกิดขึ้น กำจัดอวิชชา
รู้เห็นแจ้งในอริยสัจจ์เต็มที่แล้วเมื่อใด กายทิพย์จึงจักตาย

ได้ความบริสุทธิ์หมดจดสิ้นเชิงเป็นวิสังขารหรือนิพพาน
พ้นจากความเป็นสัตว์โลก เรียกกันว่าพวกพุทธะ เป็นธรรมธาตุ
มีแต่ผู้รู้อย่างเดียวไม่ประสมกับอะไรอีกต่อไป
เหลือแต่ธรรมกาย มีวิทยาปัญญาเข้ากำกับ นับเป็นโลกุตรจิต
ครั้นสิ้นเบญจขันธ์ลง ก็เป็นอสังขตธรรมธาตุไป

เรื่องตายแล้วเกิดอีกแห่งสามัญสัตว์โลก ตามที่ได้พรรณนามานี้
ก็พอจะเข้าใจได้บ้าง ถึงไม่แจ่มแจ้ง ชัดเจน ก็พอเป็นทางดำริกันต่อไป
จึงยุติเรื่องนี้กันเสียที

จะพูดถึงอริยมรรค ๘ ประการ
ซึ่งเป็นปฏิปทาข้อปฏิบัติให้เกิดผลคือวิราคธรรมอีกดั่งต่อไปนี้


▲ ธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร หน้า ๕๓-๕๕


◀ บทก่อนหน้า...สัสสตทิฏฐิ      

▶ อ่านต่อ...อริยมรรค ๘ ประการ