อันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐

posted on 12 Sep 2009 05:39 by luangpu in dhammaprateep directory Knowledge

▼ หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร


 อันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐


ความเห็นอันถือเอาที่สุด เรียกว่า อันตคาหิกทิฏฐิ
ตามรูปศัพท์เป็นอย่างนั้น ไม่ได้ความชัดเจนว่าเป็นอย่างไรกันแน่
จึงหาคำพูดฯ ให้ชัดได้ยาก

ทิฏฐินี้แจกไว้เป็น ๑๐ ประการ ทิฏฐิ ๑๐ ก็เรียก
ผู้ประสงค์จะทราบจงดูในหนังสือ ธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๒
ในที่นี้ไม่ชักมากล่าว รกหน้ากระดาษ เพราะไม่ใช่ตำราเรียน
จะชักมาเฉพาะข้อที่ต้องประสงค์

และทิฏฐิ ๑๐ นี้เขาจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ เห็นผิด ถือกันว่าชั่วร้าย
ประดุจเสือร้ายของผู้ถือพระพุทธศาสนา ต้องหลีกเลี่ยงให้ห่างไกล

ถ้าใครทำความเห็นไปพ้องกันเข้าในข้อใดข้อหนึ่งแล้ว
ก็ต้องเป็น มิจฉาทิฏฐิ ในประเภทแห่ง อันตคาหิกทิฏฐิ นี้

ลงโทษกันอย่างแรง ให้เป็นหัวตอปักประจำโลก
ห่างไกลจากพระนิพพานลิบทีเดียว


เพราะฉะนั้น เขาจึงจัดอันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐นี้ ว่าเป็นอัพยากตวัตถุ
คือเรื่องที่สมเด็จพระพุทธเจ้า ไม่ทรงพยากรณ์กล่าวแก้อีกด้วย

การกล่าวแก้ถึงเรื่อง คนเราตายแล้วเกิดอีก ดั่งที่ได้ว่ากันมาแล้วนั้น
ก็เข้าใน
อันตคาหิกทิฏฐิ ข้อที่ ๗

ความว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก ดั่งนี้
เมื่อเช่นนั้น
ผู้แต่งหนังสือ ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้วซิ


ความกลัวของคนเราโดยมากเท่าที่ได้สังเกตมา
เกิดเพราะไม่มีอะไรจะยึดถือ แปลว่าไม่มีเครื่องมือจะต่อสู้
ก็เป็นเหตุให้เกิดความกลัวไปต่างๆ

ทิฏฐิ ๑๐ นี้ที่ถือกันว่าเป็นมิจฉาทิฏฐินั้น ไม่มีหลักฐาน ไม่เคยพบเห็น
คำอธิบายในที่ใดๆ อันจะให้ทราบกันว่าเป็นมิจฉาทิฎฐิ เพราะเหตุอย่างนี้ๆ

เล่นจัดเอาเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างดื้อๆ
น่าจะเห็นว่าจัดไว้เป็นเครื่องมือของคนเขลา

คนขั้นต่ำๆเช่นเรา แม้จะรู้น้อยรู้มากรู้หยาบรู้ละเอียด อย่างไร
ก็ย่อมเข้าใจกันว่า
พระพุทธศาสนาถือว่า
คนสามัญตายแล้วเกิดอีก
เสมอกันหมด
ความเข้าใจเช่นนั้นเอามาจากไหน ก็เอามาจากพุทธศาสนานั้นเอง

แต่เหตุไรในอันตคาหิกทิฏฐิข้อที่ ๗ นี้ จึงจัดเอาเป็นมิจฉาทิฏฐิด้วย
ถึงกับลงโทษให้เป็นหัวตอปักประจำโลก ปิดประตูพระนิพพานเสียทีเดียว
เป็นข้อที่ฟังไม่ได้

และที่ปัดอันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ นี้ ให้เป็นของคนภายนอกพุทธศาสนานั้น
ก็จะเอาเป็นในพระพุทธศาสนา สักข้อสองข้อ ไม่ได้เทียวหรือ

ก็ความรู้ความเห็นในพระพุทธศาสนา
พ้องกับความรู้ความเห็นในลัทธิของชนภายนอกพุทธศาสนา
ก็มีบ้างเหมือนกัน

ประการหนึ่งย่อมพูดกันว่า
เรื่องโลกๆ พระพุทธเจ้าไม่ตรัส ข้อนั้นก็ไม่จริง

พระองค์ไม่ตรัสเรื่องอันปราศจากคุณประโยชน์
ตรัสแต่เรื่องอันประกอบด้วยประโยชน์

จะเป็นเรื่องธรรมเรื่องโลกอะไรก็ตาม ทรงถือเอาประโยชน์เป็นที่ตั้ง
เรื่องโลกๆพระองค์ตรัสก็มี เมื่อถึงคราวที่จะต้องตรัสให้เป็นประโยชน์ได้

กับที่ว่าพระองค์ไม่ทรงพยากรณ์เรื่องสัตว์ตายแล้วเกิดอีก
อย่างในอันตคาหิกทิฏฐิข้อที่ ๗ นี้ ก็ไม่เป็นความจริง


ก็ในอนุปุพพิกถา ธรรมเทศนาเรื่องหนึ่งซึ่งพระองค์ทรงใช้อยู่เสมอๆ นั้น
พระองค์ทรงพูดถึงสวรรค์ด้วยมิใช่หรือ

คือ ทานกถา ทรงแสดงถึงทาน
สีลกถา ทรงแสดงถึงศีล
สัคคกถา แล้วทรงแสดงถึงสวรรค์ทิพยโลก
ที่บุคคลจะพึงไปเกิดได้เพราะอำนาจผลแห่งทานและศีลนั้น
นี่พระองค์ไม่ตรัสเรื่องตายแล้วเกิดอีกหรืออย่างไร

คนไม่ตายเสียก่อน ไปเกิดในสวรรค์ไม่ได้
ก็หมายความว่า คนที่ได้สร้างสมบุญกุศลด้วยทานและศีลนั้น
ตายแล้ว จะไปเกิดในสวรรค์
คนที่ไปอยู่ในเมืองสวรรค์ทั้งเป็นๆไม่เคยเห็นเลย

พระพุทธภาษิตเรื่องหนึ่งอันมีว่า

"ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินํ" ดั่งนี้
ความว่า
บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า"


นี่หมายความว่า
สามัญสัตว์ตายแล้วเกิดอีก มิใช่หรือ
บุญกุศลที่เขาทำไว้ จึงเป็นประโยชน์แก่เขาในโลกหน้า

พระองค์ก็ตรัส เรื่องสัตว์ตายแล้วเกิดอีก เอาเป็นมิจฉาทิฏฐิ
ลงโทษให้พระองค์เป็นหัวตอปักประจำโลกด้วยหรืออย่างไร


ถ้าพระองค์ไม่ผิด
เรื่องอธิบายถึงตายแล้วเกิดอีกที่ได้พูดมาแล้วนั้น ก็ไม่ผิดเหมือนกัน

เมื่อเช่นนั้นอันตคาหิกทิฏฐินี้เหลวไหล ไม่ควรจะเก็บใส่ใจ.

สัทธา ความเชื่อในพุทธศาสนา ก็ยกความเชื่อถือที่ประกอบด้วยเหตุผล
คนที่เริ่มริทิฏฐิ ๑๐ นี้ ให้มีขึ้นในพระพุทธศาสนา เล่าไว้ว่า

พระภิกษุ พุทธสาวกรูปหนึ่งชื่อ มาลุงกยะ
เอาทิฏฐิ ๑๐ นี้แล ขึ้นทูลถาม สมเด็จพระพุทธเจ้า
แต่พระองค์ไม่ตรัสพยากรณ์กล่าวแก้

พระมาลุงกยะทูลว่าถ้าไม่ทรงตอบแก้ปัญหา ๑๐ นี้
ข้าพระพุทธเจ้า จะไม่อยู่ประพฤติพรหมจรรย์
คือจะลาสิกขา สึกออกไปเป็นคฤหัสถ์ตามเดิม

พระองค์ตรัสว่าไม่ได้สัญญากันไว้ว่า
ถ้ามาลุงกยะบวช เราจะแก้ปัญหา ๑๐ นี้ให้
จะไปหรือจะอยู่ ตามแต่ใจของมาลุงกยะ


เรื่องได้มีขึ้นเป็นเดิมเช่นนี้

ผู้คิดก็คงจะคิดเห็นว่าปัญหาที่พระมาลุงกยะ เอาขึ้นทูลถามนั้น
เป็นเรื่องผิดๆ ประกอบไปด้วยโทษ พระองค์จึงไม่ตรัสแก้
เรื่องนั้นก็เป็นอัพยากตวัตถุ

ก็ถ้าว่าการที่พระองค์ไม่ตรัสแก้นั้น ย่อมมีเหตุได้เฉพาะประการเดียวดังว่านั้น
ทิฏฐิ ๑๐ นี้ ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิแท้จริง

แต่ถ้าการที่พระองค์ไม่ตรัสแก้นั้น อาจมีเหตุได้หลายประการ
ทิฏฐิ ๑๐ นี้ จะว่าเป็นมิจฉาทิฏฐินั้น ก็ไม่สู้จะแน่นัก
เพราะอาจเป็นโดยเหตุประการอื่นก็ได้

ไม่ใช่เรื่องนั้นผิดๆ แต่ใครเล่าจะล่วงรู้พระประสงค์
แล้วกล่าวยืนยันว่าเพราะเหตุนั้นเหตุนี้ นอกจากพระองค์จะตรัสบอกเอง

และถ้าเรื่องนั้นผิด ประกอบด้วยโทษจริงๆ แล้ว
เหตุไฉน พระองค์จึงไม่ตรัสชี้ความผิดให้แก่พระมาลุงกยะเล่า
คนวิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ถูก
ก็รีบออกตามช่องง่ายๆ ตั้งเป็นตำราเรียนเสียทีเดียว

อันธรรมดาว่า บัณฑิตผู้ถูก ถามมีหน้าที่กล่าวแก้ปัญหาก็จริงแล
แต่ก็มิได้ถือว่า ใครถามแล้วจะต้องตอบให้ทุกคน ทุกเรื่อง ทุกเวลา
ต้องเพ่งดูการสมควรเป็นใหญ่

คนอวดรู้อวดเห็นหวังชื่อเสียงดอก จึงพล่ามทุกเรื่องไป ไม่เป็นเวลา
การตอบแม้ไม่เพ่งการสมควร ก็อาจเสียผล

พระองค์จึงทรงตั้งอยู่ในฐานะดังว่ามานี้กระมัง จึงไม่ตรัสแก้

พระมาลุงกยะผู้นี้เข้าใจว่าเป็นพระภิกษุสามัญ ไม่ใช่พระอริยเจ้าชั้นใด ๆ
ปัญหาที่เอาขึ้นทูลถามคงเก็บมาจากที่ต่าง ๆ
เป็นทิฏฐิ ความเห็นที่มีมาก่อนพุทธกาลโดยมาก

เพราะฉะนั้นน่าจะเห็นไปว่า พระมาลุงกยะคงมีพรรคพวก
ทั้งภายในภายนอกเกี่ยวข้องด้วยอีกมาก ในการทูลถามปัญหานี้
พระมาลุงกยะจึงบีบคั้นพระองค์ให้ตรัสแก้จงได้
ถ้าไม่ตรัสแก้จะลาสึกไม่อยู่ในพรหมจรรย์อีกต่อไป

เพราะพระมาลุงกยะไม่ใช่พระอริยบุคคลนั้นด้วย จึงริทูลถามทิฏฐิ ๑๐ นี้ขึ้น
พระเถระองค์อื่นๆ นับจำนวนตั้งร้อย ๆขึ้นไป
ไม่ปรากฏว่าใครมีความสงสัยในทิฏฐิ ๑๐ ประการนี้เลย
มีปรากฏแต่พระมาลุงกยะผู้เดียว

เพราะฉะนั้น อันตคาหิกทิฏฐิ ที่กลัวกันดุจเสือร้ายนั้น
ถ้าพิจารณากันให้ละเอียดถ้วนถี่ เช่นที่ได้พรรณนามานี้แล้ว
จะรู้สึกว่าเป็นเสือหลอก ไม่ใช่เสือจริง ก็หมดความเกรงกลัว

การที่จะยกทิฏฐิ ๑๐ นี้ขึ้นขู่
หรือกล่าวคัดค้านความเห็นต่างๆในเบื้องต้นนั้นไม่ได้
ก็มิได้นอกคอกนอกรีดจากทางศาสนา
และมิได้พูดกันให้เกินดีกว่าสมเด็จพระพุทธเจ้าไปอย่างไร

ก็ยุติเรื่องอันตคาหิกทิฏฐินี้เสียที
มีอะไรอีกบ้างที่จะขัดขวางกับเรื่องต่างๆในเบื้องต้นที่ได้พูดมาแล้วนั้น

ก็นึกถึงทิฏฐิอีก ๒ ประการ ซึ่งเป็นตัวร้ายสำคัญอีกเหมือนกัน
คือ สัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ จึงต้องพูดกันอีกต่อไปนี้



▲ ธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร หน้า ๔๑-๔๕


◀ บทก่อนหน้า...วัฏฏะ ๓  

▶ อ่านต่อ...สัสสตทิฏฐิ