วัฏฏะ ๓

posted on 11 Sep 2009 05:12 by luangpu in dhammaprateep directory Knowledge

 หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร


   วัฏฏะ ๓


การรื่นเริงเพลิดเพลินใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพารมณ์
ชาวโลกนิยมว่ามีประโยชน์ก็ได้อยู่บ้าง ในเมื่อรู้จักประมาณพอดิบพอดี
แต่ถ้าไม่รู้จักประมาณแล้ว ก็เกิดเป็นโทษ อย่างมหันต์เหมือนกัน
ย่อมทำลายประโยชน์สำคัญอย่างอื่นๆ ที่จะพึงได้ในโลกนั้นเสียสิ้น

เมื่อจะว่ากันถึงทางธรรมแล้ว เรื่องนี้ให้โทษโดยประการทั้งปวง
ไม่มีช่องยกเว้น เพราะเป็นการประกอบความทุกข์เดือดร้อนใจ
ในลำดับก้าวไปเป็นส่วนอนาคตเสมอ

แต่สามัญสัตว์โลกไม่เห็นโทษเช่นว่า
ก็เพราะ อวิชชา ความโง่เขลา ยึดอำนาจไว้สิ้นเสร็จ

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
สังขาร มี อวิชชา เป็นปัจจัย

สังขาร นั้นก็คือ เจตนา จินตนา
คิดดีเป็นกุศลกรรม คิดชั่วเป็นอกุศลกรรม เนื่องกับอารมณ์คือโลก
เป็นตัวทุกข์ ตัวตาย ภยันตรายแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย

ดั่งกล่าวมาแล้วแต่ต้นๆ อวิชชา เป็นมูลกรณีย์อันสำคัญ
ถ้าจะเปรียบด้วยบุคคล
อวิชชา ก็เป็นเจ้าจอมโจกอยู่ในโลกสันนิวาส คือ พระยามาราธิราช
มีอำนาจอันยอดเยี่ยมกว่าสรรพสิ่ง ซึ่งมีอำนาจทั้งปวงฝ่ายกุศลอกุศล
ประกอบสรรพสามัญชนสัตว์โลกให้เวียนวนอยู่ในที่มืดปราศจากความสว่าง
ต้องประสบทุกข์อย่างน่าอนาถใจ เหลือวิสัยที่จะพรรณนาได้


อวิชชา มีลักษณะโทษหลายประการ กล่าวโดยย่อควรจะเป็น ๔ คือ

เขลาไม่รู้จักโทษแห่งสังขตธรรม ๑
เขลาไม่รู้จักเหตุอันให้เกิดติดต่อกับสังขตธรรม ๑
เขลาไม่รู้จักตัวของตนเองและ สภาพเดิมว่าเป็นอย่างไร ๑
เขลาไม่รู้จักหาหนทางที่จะปลดเปลื้องเลี่ยงหลีกให้พ้นจากสังขตธรรมได้ ๑

เป็นอวิชชา ไม่รู้จักอริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค



กิเลส กดดันให้เกิด กรรมดีกรรมชั่ว
กรรม กดดันให้เกิด วิบาก
วิบาก กดดันให้เกิด กิเลส อีก

เมื่อ อวิชชา เช่นว่านี้คลุมโปงแล้ว
แม้จะเห็นอะไรอยู่บ้าง ก็เท่ากับคนตาฟางรางๆเรื่อๆ

ก็ให้เกิด ตัณหา อยากได้ใคร่ดีดิ้นรนต่ออารมณ์นั้นๆ
ตัณหา เกิดขึ้นแล้ว
ก็ให้เกิด อุปาทาน ความเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้นๆ

อสังขตนามธรรม ก็อบรมโสมมด้วย สังขตนามธรรม
กลายสภาพเป็น สังขาร ได้นามว่า จิต เพราะเป็นสภาพสะสมหรือก่อสร้าง
แยกเป็นประเภท คือ กามาพจรจิต รูปาพจรจิต อรูปาพจรจิต
ย่อมทวีส่วนแห่งสังขตธรรมมากหนาแน่นขึ้นเสมอ เหมือนดินพอกหางหมู

โดยวิธีหมุนอย่างนี้ คือ

เมื่อได้อารมณ์อันใดแล้ว ก็จัดเป็น วิปากวัฏฏ์

วิปากวัฏฏ์ นั้นกดดันให้เกิด กิเลส
คือ หมุนไปหาความเศร้าหมอง ย้อมจิตให้ติดแน่นด้วยอำนาจกิเลส
เช่น ราคะ โทสะ โมหะ อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น เป็นต้น
จัดเป็น กิเลสวัฏฏ์

กิเลสวัฏฏ์ นั้นกดดันให้เกิด กรรม
คือ หมุนไปหาการทำต่อก่อความ ขวนขวายคิด (เจตนา) ทำให้เกิดอีก
จัดเป็น กัมมวัฏฏ์

กัมมวัฏฏ์ นั้นกดดันให้เกิด วิบาก อีก
คือ หมุนไปหาความสำเร็จเป็นผล เมื่อได้อารมณ์อย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว
จัดเป็น วิปากวัฏฏ์ อีก

หมุนไปหาความเศร้าหมอง,ย้อมจิตให้ติดแน่นด้วยอำนาจกิเลส
เช่น ราคะ โทสะ โมหะ อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น เป็นต้น
จัดเป็น กิเลสวัฏฏ์ อีก

หมุนไปหาการทำต่อก่อความขวนขวายคิด (เจตนา)ทำให้เกิดอีก
จัดเป็น กัมมวัฏฏ์ อีก

หมุนไปหาความสำเร็จเป็นผล เมื่อได้อารมณ์อย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว
จัดเป็น วิปากวัฏฏ์ อีก

แล้วก็ย้อมจิตให้ติดแน่นซ้ำเข้าอีก
หมุนเวียนอยู่โดยวิธีอย่างว่านั้นไม่รู้จบรู้สิ้นได้


เพิ่มสังขตธรรมซึ่งเป็นประดุจมลทินให้ทวีส่วนหนาแน่นขึ้นเสมอ
ต้องเสวยทุกข์เดือดร้อนด้วยการเจ็บการตายไม่ได้ดั่งประสงค์
พลัดพรากจากสิ่งที่รักที่เจริญใจ
ท่องเที่ยวไปในกำเนิดและภพนั้นๆ กำหนดประมาณชาติมิได้

อันอัตภาพร่างกายที่เป็นส่วนรูปธรรม
ตั้งขึ้นจากธาตุนั้นๆ ด้วยอำนาจพีชะ และอุตุ
ก็ตายแตกทำลายไปเป็นธาตุเดิม สุดสิ้นลงเป็นทอดๆ
เหมือนลูกคลื่นในท้องมหาสมุทรซึ่งเกิดดับๆ อยู่เสมอ,ฉะนั้น.

ก็แต่ส่วนความอยากความปรารถนาซึ่งอารมณ์ในโลก
แห่งสามัญสัตว์ผู้โง่เขลาหาสิ้นสุดลงได้ไม่

ร่างกายแตกตายทำลายลงในเวลาที่ยังต้องประสงค์
ส่วนสังขตธรรมทั้งบุญและบาปที่สร้างสมอบรมไว้
หมุนไปให้ประสพพบวิบาก คือ ได้อัตภาพร่างกายอื่นอีกในกำเนิดนั้นๆ.

ตามที่ได้พรรณนามายืดยาวถึงเพียงนี้
ก็คงจะโปร่งใจได้บ้าง ในปัญหาข้อว่า ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่
และต้องเกิดเพราะอะไร,ต้องตายเพราะอะไรนั้น

ก็จะได้ความเชื่อถือ พูดอย่างย่อๆว่า
คนตายแล้ว จิตย่อมไม่ตาย ต้องสืบชาติภพเกิดต่อไปอีก

โดยเหตุผลดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น
จะถูกหรือจะผิด ก็นับว่าได้กล่าวปัญหาเรื่องเกิดๆตายๆนั้นแล้ว

แต่รู้สึกว่าเป็นการฝ่าฝืนอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งโดยมากเขาย่อมกลัวกัน
ทำให้นึกถึงอันตคาหิกทิฏฐิ
คงจะต้องคัดค้านความเข้าใจที่ได้พรรณนามานั้น ด้วยทิฏฐินี้เป็นแน่แท้
แม้ไม่แก้เสียให้ตก เท่ากับตกนรกทั้งเป็น
เพราะฉะนั้น จะต้องพูดกันถึงเรื่อง อันตคาหิกทิฏฐิ นี้ต่อไปอีก.


▲ ธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร หน้า ๓๘-๔๑


◀ บทก่อนหน้า...เหตุที่ให้เกิดตาย  

▶ อ่านต่อ...อันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐