▼ หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร

ส่วนในลำดับต่อไปนี้ จะพูดถึงเรื่องการสืบภพชาติแห่งสรรพสัตว์
ตามรู้ตามเห็น พอเป็นทางดำริกันต่อไป
เพราะความสงสัยมีอยู่เป็นส่วนมากมายว่า ตายแล้วจะเกิดอีกหรือไม่  
มาอย่างไรจะไปอีกท่าไหน ไม่ค่อยจะแจ่มแจ้งในใจ
ก็ควรจะพูดฟังกันดูบ้าง ดังต่อไปนี้.


   คนสามัญตายแล้วเกิดอีก

คนตายแล้ว เกิดอีกหรือไม่ และถ้าเกิดอีก อะไรไปเกิด ไปอย่างไร 

บางท่านก็แก้ตัวว่า ไม่เป็นเรื่องสำคัญอะไร สู้พูดกันถึงข้อปฏิบัติไม่ได้
บางท่านแก้ตัวว่า กลัวจะนอกคอกนอกรีตจากทางศาสนา
บางท่านแก้ตัวว่า กลัวจะเป็นอันตคาหิกทิฏฐิ
บางท่านก็ยอมเสียตรงๆว่า พูดยากไม่เข้าใจ ไม่ใช่วิสัยของเรา
สำหรับพระอริยเจ้าต่างหาก

ส่วนเราคนชั้นต่ำๆ ก็ยังอยากรู้ อยากฟังอยู่เสมอ
จะว่าไม่เป็นเรื่องสำคัญนั้นไม่ได้
เมื่อพูดประกอบด้วยเหตุผลอันพอจะฟังได้
ก็ชวนให้เกิดศรัทธาความเชื่อถือ
ในการที่จะประพฤติดีมีประโยชน์อันสำคัญทีเดียว

ด้วยคนโดยมาก ความเห็นหนักไปข้างว่า ตายแล้วสูญ
เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็จำกัดลงเสียว่า
ทำดีทำชั่วก็เฉพาะในวงแห่งชีวิต ตายแล้วก็แล้วกัน หมดทุกข์หมดสุข
การประพฤติก็หนักไปในทางสะดวกมากกว่าขัดข้อง

ปัญหาเรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะมีประจำโลก
ก่อนพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก เขาก็เคยถกกันมาแล้ว
ครั้งพระพุทธเจ้าเขาก็ถกกันเหมือนกัน
และต่อไปข้างหน้าเขาก็คงถกกันเรื่อยไป

ในทางพระพุทธศาสนาก็พูดห้วนๆ
เพียงแต่ว่า ตายแล้ว สืบภพชาติต่อไปอีก เท่านั้น โดยมากไม่ชัดเจน

การที่จะคิดเพื่อตน หรือเพื่อจะตอบเขาก็ดี
ถ้าแม้ว่าไม่รอบคอบประกอบด้วยปัญญาอันสุขุม
จับหลักยังไม่สู้มั่นเหมาะแล้ว
น่าจะว่าเป็นเหตุ ให้ฟุ้งเหมือนฝุ่นในฤดูร้อน ฟังไม่ค่อยได้

เพราะอย่างนี้บ้างกระมัง ผู้เคร่งครัดในทางศาสนาโดยมาก
จึงใช้คำห้ามเสียว่า อย่าคิดหรือไม่ควรคิด แปลว่า ถ้าขืนคิดไปจะบ้า
หรือจะเกิดเป็นมิจฉาทิฎฐิ เห็นผิดไปต่างๆ
ทำพื้นเพในใจที่ดีอยู่แล้วให้เสียไป สู้เชื่อตามๆ เขาไปไม่ได้

แต่ทว่านั่นแหละ ถ้าใครอุตริถามขึ้นแล้ว รู้สึกว่าที่นั่งของผู้ที่ถูกถามนั้น
ร้อนเป็นไฟ หน้าส่ายไปมา หาทางจะเลี่ยงหนี โทษก็มีอยู่เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น การพูดถึงเรื่องนี้ก็คงได้ประโยชน์บ้าง
หากไม่ได้ ก็คงดีกว่าทำเมินๆไม่พูด


ก็ถ้าเชื่อกันว่า อสังขตะ หรือ อมตธรรม ซึ่งเป็นธรรมอันไม่ตายนั้น
มีอยู่ในบุคคลทุกคนแล้ว ก็ช่วยให้ได้ความสว่างในการคิดดวงหนึ่งชั้นหนึ่งด้วย
โดยเชื่อว่า ตายแล้วไม่สูญ


เมื่อไม่สูญก็จะต้องเป็นอะไรต่อไปอีกอย่างหนึ่ง
และสิ่งซึ่งจะเกิดภพชาติเกิดต่อไปอีกนั้น

ทุกคนคงหมายเอา จิต หรือ ใจ เหมือนกันหมด
ซึ่งเป็นส่วนอันสำคัญในอัตภาพ ผู้รับผิดชอบปกป้องครองร่างกาย


มิได้หมายเอา ร่างกายที่ตาย
ร่างกายที่ตายนั้นเห็นอยู่ด้วยกันสิ้น ตายจริงๆ
ตายแล้วไฟคลอกให้เป็นขี้เถ้า หรือเปื่อยเป็นดินเป็นน้ำไปหมด


แต่จิตนั้นเป็นนามธรรม ไม่มีใครเห็นได้ด้วยจักษุ
ที่สุดแม้แต่จิตของเราเอง เราก็มิได้เห็น แต่ทว่าทุกคนรู้ว่าจิตของตนมี

ในส่วนของคนอื่น เราเชื่อว่ามี ก็โดยอาการกิริยาหวั่นไหวแห่งรูปธรรม
ให้ทราบถึงความมี ความหมายแห่งจิตเท่านั้น

เพราะฉะนั้น
เรื่องนี้จะพูดให้เห็นชัดเด่นเหมือนรูปธรรมที่เราเห็นได้ด้วยจักษุไม่ได้
ต้องใช้ ปัญญาจักษุ ในเมื่อสมเหตุผล
ต้องเข้าใจว่าในจิตนั้นมี อสังขตะ หรือ อมตธรรม
ดังที่ได้กล่าวแล้วแต่ต้นๆ

เราย่อมรู้อยู่ด้วยกัน แทบทุกคนว่า ชีวิตของตนเนื่องมาแต่ความเกิด
และย่อมรู้อยู่ด้วยกันแทบทุกคนอีกว่า ต่อไปเราจะต้องตายเป็นแน่แท้
ความเกิดของเราๆก็เชื่อจริงๆ เพราะเราเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นลำดับ
และเราได้เห็นเขาเกิดกันเสมอๆ

ความตายของเราเล่า เราก็เชื่อมั่นจริงๆว่า เราจะต้องตายเป็นแท้
เพราะได้เห็นเขาแก่เจ็บตายกันเสมอๆในที่ทั่วๆไปเหมือนกัน
เราก็จะต้องตายอย่างเขา

ก็เมื่อเรารู้ชัดในความเกิดและความตายเช่นนี้แล้ว ก็ควรจะเข้าใจได้ว่า

ความเกิดของเราในบัดนี้ ย่อมอาศัยความตายของเราในอดีต
ถ้าเราไม่ตายก่อนแล้ว จะเกิดใหม่ได้อย่างไร
ตายมาจากเกิด เกิดมาจากตาย
ต้องตายเสียก่อน เราจึงจักเกิดได้
และในชีวิตของเรา ต่อไปก็จะต้องตาย

เมื่อตายแล้วก็จะต้องเกิดอีก เพราะเราต้องตาย เราจึงต้องเกิด
เพราะฉะนั้นคนสามัญจึงว่า ตายแล้ว ย่อมต้องเกิดอีก

ก็ สิ่งใดไม่ตาย สิ่งนั้นไม่เกิด สิ่งใดไม่เกิด สิ่งนั้นก็ไม่ตาย
สิ่งที่ว่านี้คือ อสังขตะ หรือ อมตธรรม


สิ่งใดจำต้องเกิด เพราะเหตุปัจจัยปรุง
สิ่งนั้นก็จำต้องตาย เพราะสิ้นเหตุปัจจัย

สิ่งที่ว่านี้คือ สังขตธรรม หรือ สังขาร เท่านั้น


ส่วน อสังขตะ หาได้เกิดได้ตายไม่

สังขาร เป็นลักษณะอาการกิริยาของอสังขตะ
อสังขตะ เท่ากับตัววัตถุ
เกิดตายแต่ลักษณะอาการกิริยา แต่ตัววัตถุหาได้เกิดตายด้วยไม่

ในอัตภาพของเราย่อมมี ทั้ง สังขตะ และ อสังขตะ
ทั้งส่วนที่เป็นรูปและนาม
ในส่วนรูป คือ สังขตรูปธรรม และ อสังขตรูปธรรม

---> สังขตรูปธรรม นั้น เป็นสิ่งที่เกิดตาย

ได้แก่ลักษณะอาการกิริยาพรรณสัณฐาน เฉพาะส่วนที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น
เช่น การประชุม ควบคุม หรือประสมของอสังขตรูปธาตุนั้นเองบ้าง
ของสังขตรูปธรรมที่ควบคุมกันเข้าแล้ว ควบคุมกันเข้าอีกต่อหนึ่งบ้าง
ให้เป็นสิ่งอะไรอย่างหนึ่งขึ้น

เช่น รูปคน หรือ รูปสัตว์ พร้อมทั้งพรรณสัณฐาน อาการ กิริยา
ของคนหรือสัตว์นั้น เรียกว่า
สังขตรูปธรรม
เกิดด้วยเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นของตายหายสูญสิ้นหมด

ถึงดังนั้น
สังขตรูปธรรม นั้น ก็ยังจัดได้อีกเป็น ๒
คือ เป็น
ส่วนละเอียด และ ส่วนหยาบ
ที่เป็นส่วนละเอียดอายุยืน ส่วนหยาบอายุสั้น

ส่วนละเอียด เช่น ธาตุที่เป็นส่วนต่างๆแห่งปฐวีธาตุประสมกันเข้า
ก็เป็นธาตุอย่างหนึ่งขึ้นอีก
หรือเหมือนธาตุทองคำกับทองแดง ประสมกันเข้า
ก็เป็นอย่างหนึ่งขึ้น ต่างจากสภาพเดิม
อย่างนี้จัดเป็นส่วนละเอียด เพราะเชื่อมสนิทติดแน่นอายุยืน


ส่วนหยาบ นั้น เช่นสิ่งที่ควบคุมกันเข้าแล้ว ไปควบคุมกันเข้าอีกต่อหนึ่ง
อย่างการควบคุมแห่งสิ่งต่างๆเข้าเป็นอัตภาพร่างกายของคนหรือสัตว์
หรืออย่างการควบคุมแห่งสิ่งต่างๆ เช่น ไม้ เป็นต้น
เข้าให้เป็นทัพพสัมภาระ เช่น เรือ หรือรถ
อย่างนี้เป็นส่วนหยาบ อายุสั้น พลันที่จะพิบัติประลัยไป
ตามเกณฑ์ของอายุขัยแห่งปัจจัยนั้นๆ

อย่างที่กล่าวมานี้ เรียกว่า สังขตรูปธรรม เป็นสิ่งที่เกิดตายหายสูญ.

---> ส่วน อสังขตรูปธรรม นั้น เป็นสิ่งที่ไม่เกิดตาย ไม่หายสูญ
เป็นประธานแห่งสังขตรูปธรรม เท่ากับเป็นตัววัตถุ ไม่ใช่ลักษณะอาการกิริยา
ได้แก่ จำพวกมหาภูตรูปธาตุ ๔ ประเภท ดั่งว่าไว้แล้วในเบื้องต้น
รูปธาตุเหล่านี้ยืนตัวเป็นประธาน เป็นของเดิม ไม่เกิดตายหายสูญแล.

ในส่วนนามก็เป็น ๒ เหมือนกัน คือ
สังขตนามธรรม
และ อสังขตนามธรรม


---> สังขตนามธรรม นั้น เป็นสิ่งที่เกิดตาย ได้แก่
ลักษณะอาการกิริยาพรรณประเภท เฉพาะส่วนที่เป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น
คือ กิเลสอาสวะที่ประสมกับจิต ๓ จำพวก
คือ กามาพจรจิต รูปาพจรจิต อรูปาพจรจิต
และนามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เป็นของเกิดตายหายสูญสิ้น

ถึงดั่งนั้น สังขตนามธรรม นั้นก็ยังจัดได้อีกเป็น ๒ เหมือนกัน
คือ เป็น ส่วนละเอียด และ ส่วนหยาบ
ที่เป็นส่วนละเอียดอายุยืน ส่วนหยาบอายุสั้น

ส่วนละเอียด นั้น ได้แก่ จิตชนิดต่างๆที่ถูกเจือประสมแล้วด้วยอารมณ์
มีอาสวะ คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นเหตุเชื่อมสนิทติดแน่นหนา
ได้แก่ กามาพจรจิต รูปาพจรจิต อรูปาพจรจิต ๓ นั้นแล
จัดเป็นส่วนละเอียด อายุยืน

ส่วนหยาบ นั้นได้แก่ นามขันธ์ ๔ ซึ่งเป็นกิริยาอาการของจิต คือ
เวทนา การรู้รสแห่งอารมณ์ ๑
สัญญา การจดจำอารมณ์ ๑
สังขาร การคิดนึกถึงอารมณ์ ๑
วิญญาณ การรู้ชนิดแห่งอารมณ์ ๑
เหล่านี้เป็นส่วนหยาบ อายุสั้นพลันตาย
เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะเป็นเหตุปัจจัย

อย่างที่กล่าวมานี้เรียกว่า สังขตนามธรรม เป็นสิ่งที่เกิดตายหายสูญ.


---> ส่วน อสังขตนามธรรม นั้น เป็นสิ่งที่ไม่เกิดตายไม่หายสูญ
เป็นประธานแห่งสังขตนามธรรม เท่ากับเป็นตัววัตถุธาตุแท้
ไม่ใช่ส่วนที่มาประสม ไม่ใช่ลักษณะอาการกิริยา

ได้แก่ ธรรมกาย อันเป็นเนื้อแท้แห่งจิต หรือธาตุแท้แห่งนามธรรม
อันนับเนื่องในจิตชนิดที่อาจรู้อะไรได้ ดั่งพูดไว้ในเบื้องต้น

เดิมเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ มีลักษณะอาการเฉพาะส่วนที่ประจำธรรมชาติ
แต่เพราะไม่มีปัญญาความฉลาด เป็นเครื่องป้องกัน
อสังขตนามธาตุนั้น ก็ถูกประสม ประกาศลักษณะอาการใหม่
อันเกิดแต่เหตุปัจจัย กลายตนเป็น
สังขตธรรม หรือ สังขาร ไป

อุปมา เหมือนมีดที่ลับเช็ดสะอาดแล้ว
แต่เพราะไม่มีเครื่องป้องกันความบริสุทธิ์นั้น
ครั้นเมื่อถูกละอองฝนหรือปรมาณูในอากาศ ก็เกิดสนิมมลทินได้ ฉะนั้น

หรือจะเรียกว่าจิตทีเดียวก็ได้
แต่เฉพาะส่วนที่เป็นอัพยากฤตธรรม และปราศจากเหตุปัจจัย
เพราะว่า จิต นี้เป็นนามบัญญัติใน อสังขตนามธาตุ นั้นได้อยู่ด้วย

เท่าที่ได้สังเกตมา จิตเป็นคำสามัญ เรียกใช้กันทั่วไปทั้งชั้นสูงและชั้นต่ำ
เรียกใช้เป็นบัญญัติของอสังขตนามธรรมก็ได้
แต่ต้องหมายความว่าจิตบริสุทธิ์เป็นพุทธะ,เช่นจิตของพระอรหันต์

เรียกใช้เป็นบัญญัติของสังขตนามธรรมก็ได้
แต่ต้องหมายความว่าจิตไม่บริสุทธิ์เป็นอวิชชา เช่น จิตของปุถุชนคนสามัญ
จิตที่เป็นอสังขตนามธรรมเช่นที่กล่าวมานี้แล ไม่เกิดตาย ไม่หายสูญ.

เมื่อได้แยกส่วนต่าง ๆ ออกพิจารณา ทั้งรูปธรรมและนามธรรม
โดยความรอบคอบทั่วถึง ในอัตภาพของคนเรา ดังเช่นที่กล่าวมานั้นแล้ว

ความเข้าใจก็จะพึงเกิดขึ้นว่า
ที่พูดกันว่าคนตายนั้น ก็ตายแต่สังขตรูปธรรมและสังขตนามธรรมเท่านั้น
ถึงดังนั้นก็เฉพาะส่วนหยาบโดยมากเท่าที่ปรากฏ
ส่วนละเอียดนั้นลี้ลับและอายุยืน

แต่ส่วนอสังขตรูปธรรมและอสังขตนามธรรมนั้น มิได้ตายด้วยเลย
ยืนตัวเป็นประธานอยู่ เป็นแต่เปลี่ยนย้ายที่
ก็แปลว่า ตายแต่การควบคุมแห่งธาตุต่าง ๆ และสรรพอวัยวะทั้งปวง
ตลอดถึงพรรณสัณฐานลักษณะอาการกิริยาของอัตภาพร่างกายเท่านั้น

ในส่วนนามธรรม ก็ตายแต่นามขันธ์ ๔ คือ
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นกิริยาอาการจิตเท่านั้น
และตามธรรมดา สังขตธรรม เช่นนั้น
ย่อมแปรปรวนสึกหรอมาเสมอ ตามลำดับแห่งวัย
ในส่วนนามขันธ์ ๔ เหล่านั้นเล่า ก็เกิดดับนับจำนวนแทบไม่ถ้วน
ในระหว่างเมื่ออัตภาพร่างกายยังเป็นอยู่

เพราะสังขตธรรมที่หยาบเช่นนั้น เป็นส่วนออกหน้า
ปรากฏให้เรารู้เห็นได้ง่ายกว่าส่วนใน
เหมือนกับของที่ฉาบทากาไหล่ไว้เป็นผิวแต่ภายนอก
ย่อมต้องสู้รบพบภยันตรายอยู่เสมอทุกเวลา

เพราะเป็นอย่างเช่นว่า จึงไม่เป็นของถาวรมั่นคงดำรงอยู่ได้นาน
ถึงดั่งนั้น ก็สามารถอาจหาญเอาพวกสามัญสัตว์โลกให้อยู่ในอำนาจได้


โดยที่อุปาทินกสังขาร คือ อัตภาพของสามัญสัตวโลกนั้น เป็นวิบาก
เกิดแต่เหตุปัจจัยภายใน กล่าวคือ พีชะนิยม อุตุนิยม กรรมนิยม
ช่วยกันประกอบขึ้น
จึงประณีตพิเศษ แปลกประหลาดกว่า อนุปาทินกสังขารในภายนอก
จึงสามารถครอบงำจิตใจแห่งสามัญสัตว์ ให้งงงวยล่อไว้ในอำนาจได้

สามัญสัตว์หลงใหลเข้าใจไปว่า เที่ยงมั่นคง เป็นของจริงจัง
ยั่วให้เกิดความรักความชัง ตั้งหน้าประคับประคองในส่วนที่ต้องใจ
ผลักไสในส่วนไม่พึงปรารถนา พากันถือมั่นสำคัญเข้าใจผิดเพราะฤทธิ์เขลา
เอารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเหล่านั้น ว่าเป็นตัวตน
ยึดเอาส่วนอื่นๆ นอกนั้นว่าเป็นของตน

แต่ครั้นแล้วก็เสื่อมสิ้นประไลยไป หาชิ้นอะไรไม่ได้
ด้วยอันตรายรุนแรงสุดวิสัยที่จะแก้ไขบ้าง
หมดอายุขัยที่จะอยู่ต่อไปเพราะความสึกหรอบ้าง
สามัญสัตว์ต้องเดือดร้อนด้วยไฟ คือ กิเลสเผาให้ร้อนไปทั่วหน้า
ก็เพราะสังขตธรรมเช่นว่านี้

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสสอนให้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง
แล้วปล่อยวางไม่ควรยึดถือด้วย อำนาจอวิชชา ตัณหา
ดั่งข้อความในบาลีอันมีว่า

เผณุปิณฺฑูปมํ รูปํ
เวทนา ปุพฺพลูปมา
มริจิกูปมา สญฺญา
สงฺขารา กทลูปมา
มายูปมญฺจ วิญฺญาณํ
เทสิตาทิจฺจพนฺธุนา

ดั่งนี้แปลว่า
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้อาทิจจพันธุ์ ตรัสว่า
รูปเปรียบด้วยฟองน้ำ
เวทนาเปรียบด้วยต่อมน้ำ
สัญญา เปรียบด้วยพยับแดด
สังขารเปรียบด้วยต้นกล้วย
วิญญาณ เปรียบด้วยเจ้าเล่ห์ ดังนี้

เห็นได้ว่าที่พระองค์ตรัสเอา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เปรียบด้วย สิ่งอันหาชิ้นดีอะไรมิได้

ตามความในภาษิตนี้นั้น ก็ชี้ให้เห็นว่า
สังขตธรรมมีรูปขันธ์ คือ อัตภาพร่างกาย เป็นต้น เหล่านั้น
ก็เหลวไหลเอาสาระแก่นสารอะไรมิได้เลย แปรปรวนเสื่อมสิ้นเกิดดับอยู่เสมอ

สามัญชน ครั้นเมื่อรูป คือ สรีรยนต์กลไกเกิดพิบัติติดขัด
สุดวิสัยที่จะแก้ไข ไม่ควรเป็นที่อยู่ของจิตต่อไปได้แล้ว
นามขันธ์ ๔ เหล่านั้นก็ดับหมดจากอารมณ์ในโลกนี้
จิตออกจากร่างโดยทิพยกาย ก็เรียกกันว่า ตาย
จิตนั้นมีมโนวิญญาณเกาะเกี่ยวอารมณ์ที่ได้ ในเวลาใกล้ตาย
เรียกว่า อาสันนกรรม ไปหากำเนิดใหม่ เหมือนคนนอนหลับแล้วกลับตื่น

ส่วนรูปร่างกายก็ตั้งต้นทรุดโทรม แยกการควบคุมแห่งธาตุต่างๆ
และสรรพอวัยวะทั้งปวง ตลอดถึงลักษณะอาการพรรณสัณฐาน
ก็ทำลายสิ้นสูญหมดไป โดยลำดับ
ธาตุต่างๆในร่างกายก็แยกย้ายกันไปตามสมควร อย่างไรที่นั้นๆ
หมุนไปเป็นสังขตรูปธรรมอย่างอื่นๆ อีก
เช่นต้นไม้หรือผักหญ้า ก็อาจมาเป็นเนื้อหนังของคนได้อีก

เท่าที่ได้กล่าวมานี้เห็นได้ว่า
ส่วนสำคัญต่างๆในร่างกาย หาได้ตาย หายสูญไปไหนไม่

ถ้าคนเราตายแล้ว ธาตุทั้งปวงในร่างกาย สูญสิ้นไปตามชีวิตินทรีย์ด้วยแล้ว
นานไปมหาปฐพีที่อาศัยอัน นี้จะกร่อนเล็กเข้าทุกที
เพราะสรรพสัตว์ชาวโลกตายแล้วพาเอาปฐพีธาตุสิ้นสูญตามไปเสียด้วย


ถึงแม้จิตใจก็เหมือนกัน ถ้าสูญไปแล้วจะเอาที่ไหนมาเกิดอีกได้

คำว่า เกิด และ ตาย นั้น เป็นกิริยาอาการของวัตถุที่มี
ถ้าวัตถุธาตุอันนั้น ไม่มีแล้ว
จะสำแดงอาการเกิดอาการตาย ให้เราเห็นได้อย่างไร
ความเกิดขึ้นแห่งมนุษย์ เราก็ได้เห็นอยู่เสมอ ความตายเล่าเราก็ได้เห็น

เพราะฉะนั้นคำว่าตายนั้น
หมายเฉพาะในวงแห่งลักษณะอาการ กิริยาพรรณสัณฐานเท่านั้น
หาได้หมายว่าธาตุดับสูญ จิตดับ สูญไม่

อันสิ่งซึ่งไม่มีอยู่เป็นเดิมแล้ว จะมาเกิดได้อย่างไร
จะเปรียบเทียบให้ฟังสักปริยายหนึ่ง

ต่างว่าเราเอาขี้ผึ้งมาก้อนหนึ่ง โตขนาดกำมือ แล้วปั้นรูปสัตว์ต่างๆเล่น
ขั้นแรกปั้นเป็นนก เสร็จยุบปั้นเป็นกวาง เสร็จยุบปั้นเป็นโค
เสร็จยุบปั้นเป็นเสือ เสร็จยุบปั้นเป็นช้าง เสร็จยุบปั้นเป็นกระบือ
เสร็จยุบอีก เช่นนี้
นกตาย กวางตาย โคตาย เสือตาย ช้างตาย กระบือตาย
มาเป็นลำดับ มิใช่หรือ
แต่ส่วนขี้ผึ้งในมือเรา ตายด้วยหรือเปล่า
ถ้าหากว่าขี้ผึ้งในมือเราตายไปตามนก
สัตว์ทั้งหลายอื่นๆ เช่น กวาง เป็นต้น ก็เกิดไม่ได้


เพราะฉะนั้น คนสามัญที่เกิดตาย
ก็ตายแต่ลักษณะอาการกิริยาพรรณสัณฐาน
แห่งสังขตรูปธรรม และสังขตนามธรรมเท่านั้น
เฉพาะลักษณะอาการกิริยาที่เกิด แต่เหตุปัจจัยดั่งว่าแล้ว

จะเปรียบความอีกทีหนึ่ง
ต่างว่าเราไปเที่ยวทัศนาจรชมวิวทะเล
เราจะได้เห็นลูกคลื่นเกิดทยอยกันมาเป็นลำดับ
ลูกเก่าดับไป ลูกใหม่เกิดขึ้น
ลูกคลื่นเกิดดับอยู่ในท้องทะเลเช่นนี้เป็นเวลานานมาแล้ว
ก็จะเกิดตายแต่ลูกคลื่น เท่านั้น
ส่วนน้ำหาได้เกิดตายด้วยไม่ ยืนตัวเป็นประธานอยู่
ก็ถ้าน้ำไม่มี,คลื่นก็มีไม่ได้ อีกประการหนึ่ง

ต่างว่าเราเอาประทีปมาดวงหนึ่ง ขึ้นชูไว้ตรงหน้า แล้วดับปุ๊บ ไฟนั้นก็ดับไป
เราพูดกันว่าไฟดับ และมิใช่จะพูดแต่ปากว่าไฟดับเท่านั้น
ยังทำความเข้าใจว่า ไฟนั้นสูญไปเสียด้วย
แต่ความจริงไฟหาได้สูญไม่
ดับสูญแต่เปลวอันเป็นลักษณะอาการของไฟเท่านั้น
ไฟนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ ย่อมทราบได้ด้วยกายสัมผัส
ไฟย่อมมีอยู่ในที่นั้นๆ ตามที่ว่ามานี้

ความเห็นก็จะชัดขึ้นอีกว่า
รูปธรรมที่เป็นอสังขตะก็ดี นามธรรมที่เป็นอสังขตะก็ดี
หาได้เกิด ได้ตายด้วยไม่

เป็นจริงแท้เทียว
เกิดตายเฉพาะแต่สังขตรูปธรรมและสังขตนามธรรม
ที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น


อนึ่ง สังขตธรรมทั้งรูปและนาม นั้น จะตั้งอยู่โดยลำพังตนเองไม่ได้
ต้องอาศัย อสังขตะทั้ง ๒ ประเภท ยืนตัวไว้
เพราะ สังขตะทั้งรูปและนาม นั้น เป็นลักษณะอาการกิริยา ไม่ใช่ตัววัตถุ

ที่สำคัญ ถ้า ไม่มีอสังขตะ
คนตายแล้วก็ อุจเฉทะ ขาดสูญ ไม่สืบภพชาติต่อไปอีก
แต่จะเป็นอย่างว่านั้นไม่ได้เลยทีเดียว ผิดหลักแห่งธรรมดานิยม


ก็เมื่อได้ความเข้าใจถึงสิ่งที่สูญและไม่สูญเช่นนี้แล้ว
ปัญหาก็จะมีขึ้นอีกว่า
เหตุใดคนสามัญเราจึงต้องเกิดต้องตาย
ก็จะไม่เกิดไม่ตายเสียเหมือนอย่างพระอรหันต์ไม่ได้หรือ
ก็จะต้องพูดกันอีกดั่งต่อไปนี้.



▲ ธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร หน้า ๒๕-๓๔