▼ หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร

  รวบความในพระพุทธภาษิตอุทเทศ

เมื่อได้ความชัดเจนแล้วว่า
อสังขตธรรม นั้นมีอยู่ประจำทั่วไปในพวกสามัญสัตว์โลก
อันต่างโดยความเป็นเทวดา มนุษย์ สัตว์นรก
เปรต อสุรกาย ดิรัจฉาน พาล หรือ บัณฑิต

ที่สุดแต่คนใจอำมหิตร้ายกาจ
เช่น นายองคุลิมาล ก็มี อสังขตธรรม เสมอกัน
ใช่จะมีแต่พระอรหันต์นั้นหามิได้

อสังขตธรรม ไม่ใช่ของเกิดใหม่ ไม่ใช่ อริยมรรค ทำให้เกิดขึ้น
ย่อมมีอยู่เป็นเดิม แต่เพราะสามัญสัตว์โลก
ยังมิได้รู้เห็นได้ด้วยปัญญาอันยิ่งยวด (อริยมรรค)

ถ้าหากว่าสามัญสัตว์ไม่มี อมตธรรม แล้ว
ต่อไปจะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร
พระอรหันต์จะเอา อมตธรรม ที่ไหนมา


หรือจะว่า อมตธรรม เกิดขึ้น เมื่อได้ปฏิบัติตาม อริยมรรค ถึงขีดที่สุดแล้วนะซิ
ถ้าเช่นนั้นก็แปลว่า อสังขตะ หรือ อมตธรรม นั้นเกิดแต่เหตุ
ก็ต้องแตกดับหายสูญไปตามเหตุ จะเอาเป็นเรื่องเป็นราวอะไรไม่ได้
แล้วจะเรียกว่า อสังขตะ หรือ อมตธรรม ได้อย่างไร
เพราะเป็นธรรมเกิดแต่เหตุปัจจัย คือ อริยมรรค ทำให้เกิดขึ้น
ก็กลับเป็น สังขตธรรม ไปเสียอีกนะซิ

แต่ความจริง อสังขตะ หรือ อมตธรรม นั้นหาใช่อริยมรรคทำให้เกิดขึ้นไม่
พึงเห็นโดยความเปรียบเทียบดังนี้ คือ
อริยมรรค เหมือนมือเรา
สังขาร เหมือนเครื่องกำบัง
อมตธรรม เหมือนของวิเศษซึ่งสังขารกำบังอยู่

เราเอามือจับยก หรือ ผลักเครื่องกำบังนั้นให้พ้นไป
ก็จะเห็นของวิเศษนั้นได้สมประสงค์ ของวิเศษนั้นก็ตั้งอยู่โดยปกติธรรมดา


อีกประการหนึ่ง
อริยมรรค เหมือนเครื่องกำจัด
อมตธรรม เหมือนเนื้อทองคำ
สังขาร เหมือนมลทินหรือธาตุประสม

เราอยากเห็นเนื้อทองคำ
ต้องกำจัดมลทินหรือของประสมนั้น
เมื่อกำจัดเสร็จสิ้นแล้ว ก็ได้เห็นเนื้อทองคำสุกปลั่งดังประสงค์

เนื้อทองคำนั้นก็มีอยู่เป็นดั้งเดิม หาใช่เครื่องกำจัดนั้นทำให้เกิดขึ้นไม่


ก็เห็นได้แล้วว่า อสังขตะ หรือ อมตธรรม นั้น
หาใช่ ตัว วิสังขาร นิพพาน หรือ นิโรธ แท้จริงไม่
๓ ประการนั้น เป็นแต่เพียงลักษณะอันประจำธรรมชาติ
แต่ลักษณะนั้นจะปรากฏได้ต้องอาศัย อริยมรรค
เป็นเครื่องขัดเกลามลทินคือสังขตธรรมให้สิ้นไป

จะว่าอีกที ก็คือ ความสิ้นไปแห่งสังขาร นั้นแล
ได้ชื่อว่า วิสังขาร นิพพาน หรือ นิโรธ
เป็นชื่อแห่งความบริสุทธิ์อย่างเดียวกันกับ วิราคธรรม ซึ่งได้พูดมาแล้วในเบื้องต้น

เหตุใด วิราคธรรม หรือ นิพพาน เป็นต้นนั้น จึงเอาเป็นชื่อแห่งความบริสุทธิ์
ก็เพราะว่า เมื่อสังขารดับสิ้นไปแล้ว
อสังขตะ หรือ อมตธรรม นั้น ก็มีลักษณะบริสุทธิ์เกิดปรากฏเด่นขึ้น
เพราะดับไปแห่งสังขาร


เมื่อเช่นนั้นความเห็นของเราก็จะเพิ่มมาอีกว่า
พระนิพพาน นั้นจะแยกออกจาก อสังขตะ หรือ อมตธรรม ไม่ได้
เพราะ พระนิพพาน เป็น ลักษณะอาการของอสังขตะ


อสังขตะ หรือ อมตธรรม เปรียบเป็นตัววัตถุ
ลักษณะของวัตถุกับตัววัตถุ จะแยกออกให้เป็นคนละส่วนคนละอันไม่ได้
จะชี้ อสังขตะ ก็ถูก พระนิพพาน จะชี้ พระนิพพาน ก็ถูก อสังขตะ
แยกออกจากกันไม่ได้ ย่อมเป็นอย่างนั้นจริงแท้

แต่ต้องเข้าใจว่า ลักษณะอาการนั้น ย่อมเปลี่ยนท่าได้
ส่วนตัววัตถุ คือ อสังขตะ หรือ อมตธรรม นั้น ยืนตัวคงที่

เพราะฉะนั้น ถ้าไปเห็นเข้าว่า พระนิพพาน ไม่ใช่ลักษณะอาการ
เป็นตัววัตถุทีเดียว ก็ผิดถนัดใจ
เลยไถลเห็นไปว่า สามัญสัตว์โลกไม่มี อสังขตะ หรือ อมตธรรม
ต้องอาศัย อริยมรรค ทำให้เกิดขึ้น ความยุ่งยากก็จะเกิดขึ้นแก่ผู้เห็นผิดนั้น


พระนิพพาน นั้นเอาเป็นตัววัตถุไม่ได้เลยทีเดียวทั้งถ้อยคำและเนื้อความ
ต้องเป็นลักษณะ คือ ความบริสุทธิ์แห่งอสังขตธรรม

แต่เมื่อเข้าใจแล้วจะเอาลักษณะเป็นชื่อตัววัตถุได้อยู่
อย่างพระองค์ตรัสว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

จะฝืนเข้าใจผิดไปเช่นนั้นไม่ได้ ถ้าได้ก็ต้องนับว่าไถล

บทต่าง ๆ แห่ง บาลีนิทเทศวาร แห่ง วิราคธรรม ที่พระองค์ทรงอธิบาย
ถึงลักษณะ วิราคธรรม นั้น จะยกมาไว้ให้เห็นด้วยว่า

ยทิทํ
มทนิมฺมทโน
ปิปาสวินโย
อาลยสมุคฺฆาโต
วฏฺฏูปจฺเฉโท
ตณฺหกฺขโย
วิราโค
นิโรโธ
นิพฺพานํ

ความว่า วิราคธรรม
นี้คือ
การย่ำยีเสียซึ่งความเมา
การนำความกระหายให้พินาศ
การถอนขึ้นซึ่งอาลัย
การตัดเสียซึ่งวัฏฏะ
ความสิ้นไปแห่งตัณหา
ความหมดสิ้นแห่งราคะ
ความดับสนิท
ความสิ้นกิเลส
ดังนี้

ล้วนเป็นไวพจน์แห่ง วิราคธรรม
ประกาศความบริสุทธิ์แห่ง อสังขตะ หรือ อมตธรรม ทั้งนั้น
แม้ วิสังขาร ซึ่งไม่ปรากฏในบาลีที่ยกมากล่าวนี้
ก็ประมวลเข้าในเรื่อง วิราคธรรม เหมือนกัน

เป็นอันได้ความในพระพุทธภาษิตนี้สุดสิ้นลงว่า
สังขตธรรม นั้น ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป ๆ เป็นตัวทุกข์ตัวตายเป็นฝ่ายปัด
ไม่ใช่เป็นของพึงปรารถนา หาสาระที่พึ่งไม่ได้
ในจำพวก สังขตธรรม ไม่ควรยึดเข้าไว้ไร้ประโยชน์
ทำความมัวหมองถ่วงทุกข์เดือดร้อน นี้คือ โทษแห่งสังขตธรรม

แม้ อสังขตะ หรือ อมตธรรม ที่ถูกประสมเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย สังขตธรรม นั้นเล่า
ถึงแม้ว่าเป็นธรรมอันยั่งยืนไม่เกิดตายหายสูญก็จริงแล
แต่เพราะ โทษที่ถูกประสมคลุกเคล้าด้วยสังขตะ นั้น ก็ไร้ประโยชน์เหมือนกัน
ย่อมเป็นไปตามอำนาจแห่ง สังขตธรรม

อุปมาเหมือนทองคำธรรมชาติ ที่ยังไม่ได้ไล่มลทิน
ทำให้สะอาดจัดสรรค์ขึ้นเป็นรูปพรรณ
แม้เนื้อทองจะบริบูรณ์ดีอยู่ ก็หาสำเร็จผลเป็นที่นิยมอย่างใดไม่
แม้ถึงเพชรนิลจินดาก็เช่นกัน ถ้ายังไม่เจียระไนให้เป็นที่นิยมแล้ว
ก็นับว่าเป็นของดีวิเศษไม่ได้ ฉะนั้น ฉันใด

อสังขตะที่ถูกปนระคนด้วยสังขตธรรม ก็ฉันนั้น
เพราะฉะนั้น ๒ ประการนั้น จึงสู้ วิราคธรรม ประการที่ ๓ ไม่ได้


วิราคะ แปลว่า สิ้นกิเลส แยกแล้ว
คือ ราคะ ตัณหา หมดแล้ว เป็น อสังขตะบริสุทธิ์


ก็แปลว่า สังขตธรรมที่เข้าเจือประสมก็ดี อสังขตธรรมที่ถูกเจือประสมนั้นก็ดี
ทั้ง ๒ ประการไม่ดีทั้งนั้น สู้แยกให้ออกจากกันเสียไม่ได้ เมื่อแยกออกแล้ว
อสังขตธรรมก็มีค่าอันประเสริฐเลิศขึ้น ฟูเฟื่องเรืองอำนาจเปล่งรัศมี
เหมือนพระอาทิตย์ที่พ้นจากที่กำบังแล้ว จ้าอยู่ในอากาศวิถี ฉะนั้น

พระองค์จึงตรัสสรรเสริญ วิราคธรรม ว่าประเสริฐเลิศกว่า ๒ ประการต้นนั้น

ก็เท่ากับว่า ได้ทรงปลุกใจของผู้ฟังให้เกิดอุตสาหะ
ในการ ทำจิตของตนให้บริสุทธิ์จากกิเลส กล่าวคือสังขตธรรมนั้นได้
ในคำย่อสากลพุทธศาสนาว่า
สจิตฺตปริโยทปนํ ทำจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ดังนี้

จิตของเรา ต้องเป็น นามบัญญัติ ลงที่ตรง อสังขตะ หรือ อมตธรรม ดังว่านั้น
ถ้าไปบัญญัติลงที่สังขาร สังขารก็พานิพพานเหลวแหลก
ผู้ฟังก็จะเห็นเหลวแหลกไปตามกัน

เพราะฉะนั้นจึงพูดไว้ข้างต้นว่า
สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ นิพพานที่ไหน ก็ที่ใจนั้นแล

เมื่อพระพุทธภาษิตได้ความแจ่มแจ้งสุดสิ้นลงเช่นนี้แล้ว
ต่อไปจะได้พูดถึง อริยมรรค อันเป็นปฏิปทาข้อปฏิบัติ
ซึ่งจะให้ถึงวิสุทธิคือวิราคธรรมหรือนิพพานนั้น



▲ ธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร หน้า ๒๐-๒๔


◀ บทก่อนหน้า...กำเนิดสังขตธรรม  

▶ อ่านต่อ...คนสามัญตายแล้วเกิดอีก