กำเนิดสังขตธรรม

posted on 05 Sep 2009 06:30 by luangpu in dhammaprateep directory Knowledge

▼ หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร


 กำเนิดสังขตธรรม


ได้พูดแล้วว่า สังขตธรรม ถ้าไม่มี อสังขตธรรม ก็ย่อมมีไม่ได้
สังขตธรรม ต้องมี อสังขตธรรม เป็นแดนเกิด   

เมื่อเช่นนั้น สังขตธรรม เกิดขึ้นโดย อสังขตธรรม ได้อย่างไร
เรื่องนี้น่าจะทำความเข้าใจว่า

อสังขตนามธรรม นั้น เป็นธาตุชนิดที่รู้อะไรได้ แม้เดิมไม่รู้อะไรนั้นก็จริง
แต่เมื่อ ผัสสะ เข้ากับอสังขตธรรมหรือสังขตธรรมก็ดี อย่างอื่นๆ
เป็นอารมณ์ แล้วก็ รู้ สิ่งนั้นได้ จึงบัญญัติเรียกชื่ออีกว่า มโน รู้

มโน คำนี้เราเรียกกันว่า ใจ แปลว่า รู้ 
จิต แปลว่า ผู้ก่อสร้าง เป็นไวพจน์ของ มโน 
เพราะ มโน รู้ จึงสามารถ ก่อสร้าง อะไรได้  
มโน จิต ๒ คำนี้ใช้แทนกันได้
แต่วิญญาณใช้แทนจิตไม่ได้ 

ก็ธรรมชาติอันใดมีลักษณะ รู้ อะไรได้
ธรรมชาตินั้นก็มีลักษณะให้ โง่เขลา และ ฉลาด ได้ด้วยเหมือนกัน
คือ ความรู้ ย่อม รู้ถูก รู้ผิด
ความโง่เขลา และ ความฉลาด
ย่อมประมวลอยู่ใน ธรรมชาติที่รู้อะไรได้แห่งเดียวกัน
 

ส่วน อสังขตรูปธรรม เช่น น้ำ หรือ ดิน หมดทั้งสิ้น
เป็นธรรมชาติที่ไม่รู้อะไรได้เลย
แม้ ผัสสะ กันเข้ากับสิ่งอื่น ก็ ไม่รู้ สิ่งนั้นได้
รูปธรรม เช่น น้ำ หรือ ดิน จึงไม่มีการเสวยสุขทุกข์
ไม่โง่เขลาและไม่ฉลาด ไม่เกิดวิญญาณรู้คิด
อะไรได้  

ธรรมชาติ คือ อสังขตธรรม นี้
จะมัวหมองหรือผ่องใสเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ย่อมเกิดด้วยวิสัยอำนาจของ ตนเอง กล่าวคือ
อวิชชา ความโง่เขลาแห่ง ตนเอง เป็นปัจจัย ก่อกำเนิดให้เกิดสังขาร
แต่ส่วนวิทยา ปัญญา ของ ตนเอง เป็นเครื่อง ทำลายสังขาร

ผัสสะ การประจวบกระทบแห่ง อสังขตนามธรรม
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด กิริยาอาการใหม่ 
เช่น นามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

แต่ อวิชชา ความโง่เขลา เป็นส่วนสำคัญ เป็นเหตุปัจจัยให้สนิทติดแน่น
เมื่ออวิชชามีแล้ว ก็เป็นเหตุให้เกิด ตัณหา ความอยากได้ใคร่ดี
ตัณหามีแล้ว ก็เป็นเหตุให้เกิด อุปาทาน การเข้าไปยึดถือเอาไว้

อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ๓ นี้อยู่ในแนวเดียวกันเป็นเหตุผลของกันและกัน
ย่อมเป็นเหตุปัจจัยก่อกำเนิดให้เกิด สังขตธรรม

หลักฐานก็มีว่า อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา
สังขารทั้งหลาย คือ กุศล อกุศล มีอวิชชาเป็นปัจจัย

กิริยาอาการแห่ง อสังขตนามธรรม ที่เกิดใหม่
ทั้งสิ้น เรียกว่า สังขาร หรือ สังขตนามธรรม

ครั้นกาลเวลาเพิ่มขึ้น ๆ สังขตนามธรรม ก็หนาแน่นขึ้นเสมอ
สภาพเดิมของตน ก็จมหายหมกตัวอยู่ใน สังขตธรรม

เหมือนทองคำธรรมชาติ ที่ประสมอยู่ในโลหะธาตุต่าง ๆ
หรือ น้ำประสมกับปฐพีธาตุ ฉะนั้น

อสังขตะ ก็ไม่รู้จักสภาพเดิมของตน
ยึดถือเอา สังขาร ซึ่งเป็นสภาพใหม่โดยความเป็นตัวตน
ด้วยอำนาจ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กำบัง

อสังขตนามธรรม ที่มี อวิชชา ประจำเป็นลักษณะในขณะผัสสะ
ย่อมหมักหมมด้วยมลทิน กล่าวคือ สังขตธรรม ดังกล่าวนั้น
ได้แก่ อสังขตนามธรรมของสามัญสัตว์โลก

อสังขตะของสามัญสัตว์ ที่ว่านั้น ได้กลายตัวเป็น สังขตธรรม
คือ เจือด้วยของเท็จเทียม เป็นของประสมไม่แท้ไปแล้ว

แต่ เนื้อแท้ ก็ยืนตัวเป็นประธานอยู่ในพวก สังขาร นั้นเอง

ที่บัญญัติ เรียกกันว่า จิต หรือ ใจ นั้น
น่าจะเห็นว่าหมายเอา สังขตนามธรรม ที่มีอสังขตะด้วย
ไม่ใช่นามขันธ์ ๔ ซึ่งเป็นของเกิดดับฯ

ในพวก อสังขตรูปธรรม เช่น ดิน น้ำ เป็นต้น
เมื่อมีเหตุปัจจัยให้ผัสสะก็เข้าประสม

ประสมแล้วก็กลายตัวเป็น สังขตรูปธรรม ไป
แต่อสังขตรูปธรรมก็คงซ่อนตัวตั้งเป็นประธาน
อยู่ในพวก สังขตรูปธรรม นั้นเอง 

เมื่อประสมกันเข้าแล้ว ก็เกิดเป็นรูปอย่างหนึ่งๆ ขึ้น
ลักษณะอาการกิริยาเป็นต่างๆ กัน ตามแต่เหตุปัจจัยที่แต่งมา
ให้ประณีต เลวทราม อ่อนแอ แข็งแรง 
แล้วเป็นปัจจัยให้ประสมต่อๆ กันไปอีก

คราวนี้ อสังขตนามธรรม ที่ประสมกับ อารมณ์
ได้กลายเป็น สังขตนามธรรม ไปแล้วนั้น
เข้าประสมกับ สังขตรูปธรรม ที่ก่อขึ้นตั้งขึ้นดังกล่าวมานี้อีกต่อหนึ่ง

พูดเสียใหม่ว่า จิตเข้าครอบครองร่างกาย

สังขตรูปธรรม คือ กาย ที่ประสมด้วยรูปธาตุต่างๆ นั้น
เกิดขึ้นด้วย อำนาจ อุตุ และพีชะ เป็นเครื่องกลไก
ประกอบพร้อมด้วยอวัยวะ มีทวาร ๕ แห่ง 
คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นสรีรยนต์สำหรับอารมณ์จากภายนอก
เพื่อประโยชน์แก่นามธรรม ผู้ครอง ณ ภายใน  
ตามความประสงค์ในอันที่จะปกครองรักษาอัตภาพให้เป็นไป

สังขตธรรม ทั้งที่เป็น นาม และ รูป
ย่อมเกิดขึ้นจาก อสังขตะ ทั้งที่เป็น นาม และ รูป

โดยวิธีเช่นกล่าวมานั้นแล้วต่างเป็นปัจจัยแก่กันมากขึ้น
ประณีตขึ้นเสมอ ของเดิมก็จมหายอยู่ในพวกสังขตธรรม
ของเกิดทีหลังย่อมกลบของเดิมเป็นธรรมดา

แก่นสารย่อมอยู่ ณ ภายในแห่งกระพี้
หรือเหมือนโลหะธาตุที่ปกคลุมแล้วด้วยสนิมมลทิน

รูปนามที่ประสมกันเข้าเป็นอัตภาพ,เป็นผู้เสวยสุขทุกข์
มีปัญญาและโง่เขลา รู้จักคิดอ่านอะไรได้นั้น
ก็ได้นามบัญญัติ เรียกว่า สัตว์โลก หรือ ชาวโลก

ชาวโลกนั้นก็ได้สืบพืชพันธุ์กันต่อๆ มาตามชนิดของตน
ตนซึ่งได้กกก่อไว้แต่ต้นๆ

คราวนี้ต้องจัดแบ่ง สังขาร ขึ้นอีกเป็น ๒ คือ
อุปาทินกสังขาร   อนุปาทินกสังขาร

อุปาทินกสังขาร ข้อแรก
ได้แก่ สังขารมีผู้ปกครอง คือ มีนามธรรมหรือจิตใจครอง
สังขารส่วนนี้ย่อมเลวทราม ประณีต พิเศษ แตกต่างกันด้วยเหตุปัจจัย
ภายใน คือ กรรมความประพฤติ  ภายนอก คือ อุตุและพีชะ
จึงบัญญัติเรียก ตามภูมิ และวิบาก ชนิด ประเภทโดยย่อที่สุด ๖ จำพวก
คือ เทวดา มนุษย์ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน
เรียกว่า อุปาทินกสังขาร แล ฯ

อนุปาทินกสังขาร ข้อที่ ๒
หมายเอา สังขารที่ไม่มีจิตใจครอง
ได้แก่ สรรพสิ่งต่างๆนอกจากสัตว์โลก อันมีอยู่ตามพื้นพิภพ และเบื้องบน
เช่น เครื่องอาศัยของชาวโลก และ ก้อนดินหินแร่ สมุทร ภูเขา
แม่น้ำ ลำธาร ไม้หญ้า อาทิตย์ จันทร์ ดารากร เมฆหมอก เป็นต้น
เรียกว่า อนุปาทินกสังขาร แล ฯ


รูปร่างกายที่เป็นอัตภาพของพวกเราเหล่ามนุษย์
ที่จัดเป็น อุปาทินกสังขาร นั้น
นักปราชญ์จัด กายบัญญัติ เรียกเป็น ๓ ชั้น คือ
กายเนื้อ ชั้น ๑  กายทิพย์ ชั้น ๑  กายธรรม ชั้น ๑


 กายเนื้อ นั้นเป็นส่วนชั้นนอก

ตั้งขึ้นด้วยอำนาจพีชะนิยม เป็นพืชพันธุ์สืบสายมาแต่มารดาบิดา
เป็นพวกชีวศวตาร 

ประกอบด้วย ธาตุใหญ่ ๒ ชนิด คือ ธาตุดิน กับ ธาตุน้ำ
เจริญขึ้นก็ด้วยการเพิ่มเติมของ ๒ ธาตุนั้น
มีธาตุใหญ่อีก ๒ ชนิด คือ ไฟ กับ อากาศธาตุ
เป็นเครื่องชะลอเลี้ยงรักษา ไม่ให้พิบัติอันตราย เป็นธาตุอุปถัมภ์
นี้จัดเป็นส่วนอุตุนิยม

กล่าวว่า กายเนื้อ มีพีชะนิยมและอุตุนิยม เป็นเหตุเป็นปัจจัย

กายเนื้อ เป็นกลไกอวัยวะต่างๆและช่องทางสำหรับรับอารมณ์แต่ภายนอก
สรีรยนต์เทียบรถยนต์ และช่องทางแห่งอาหารเป็นเครื่องเลี้ยงร่างกาย
เจริญขึ้น แล้วก็เสื่อมทำลาย เรียกกันว่า แก่และตาย
เหมือนทัพพสัมภาระทั้งหลายอันเป็น อนุปาทินกสังขาร
เช่น รถ หรือ เกวียน เป็นต้น สร้างขึ้นแล้วก็พิบัติอันตรายไป ฉะนั้น

นี้เป็นส่วนแห่งรูปธรรม เรียกกันว่า กายเนื้อ 
    
 
 กายทิพย์ นั้น เป็นกายชั้นในแห่ง กายเนื้อ

คือ ส่วนต่างๆ แห่งสังขตนามธรรม คุมกันเข้าเป็นอัตภาพแห่งจิต
นามกาย ก็ได้ อทิสสมานกาย ก็ได้ อุปปาติกะ ก็ได้

กายชนิดนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจกรรมนิยม (กุสลากุสล)
มีอารมณ์เป็นอาหารเครื่องปรนเปรอ เช่น กายในความฝัน พูดให้สั้นว่า
จิตพร้อมทั้งลักษณะอาการกิริยา นั้นแหละ เป็น กายทิพย์ ก็ได้  

กายทิพย์มีอายุยืน เป็นตัวที่ครองกายเนื้อ และออกจากร่างไป
ในสมัยกายเนื้อพิบัติทำลายแล้ว ไปหากำเนิดใหม่ต่อไปแล

    
 กายธรรม หรือ ธรรมกาย

นั้นได้แก่ อสังขตนามธรรม ซึ่งเป็นเนื้อแท้ของจิต 
นี้เป็นกายอันศักดิ์สิทธิ์ยืนตัวอยู่ในกายทิพย์นั้น ด้วยอำนาจอวิชชากำบัง  

ก็เมื่ออวิชชาสิ้นสูญลงแล้ว
รูปขันธ์ทำลายลงเมื่อใด กายทิพย์ก็ทำลายเมื่อนั้นแล้ว
ก็เหลือแต่ ธรรมกายแท้ เป็น อสังขตนามธาตุ
อันได้ความบริสุทธิ์เป็น วิสังขาร หรือ นิพพาน ไปแล้ว


▲ ธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร หน้า ๑๖-๒๐


◀ บทก่อนหน้า...อสังขตธรรม  

▶ อ่านต่อ...รวบความในพระพุทธภาษิตอุทเทศ