อสังขตธรรม

posted on 02 Sep 2009 05:11 by luangpu in dhammaprateep directory Knowledge

 หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร


   อสังขตธรรม

สิ่งซึ่งไร้จากเหตุปัจจัย คือ สิ่งนั้นไม่มีเหตุปัจจัยอะไรๆ ทำให้เกิดขึ้น
เทพยดาผู้มีฤทธิ์ใด ๆ หรือแม้พระเจ้าผู้เป็นประธานในสากลโลก
หากจะมี ก็มิได้เสกสร้างสิ่งนั้นขึ้น

พระองค์ตรัสว่า อสังขตะ คือ สิ่งซึ่งเหตุปัจจัยมิได้สร้างสรรค์
อสังขตธรรม นี้เข้าใจกันว่า เป็นนามธรรม มิใช่รูปธรรม
เพราะพระธรรมเทศนาในทางนี้(นิพพาน) 
ทรงแสดงเรื่องภายในเนื่องด้วยจิตใจทั้งนั้น

ถึงดังนั้น ก็น่าจะทำความเห็นว่าเป็น รูปธรรม ด้วยก็ได้
เมื่อเป็นรูปด้วยแล้ว ก็ต้องแยกเรียกเป็น ๒ ประเภท
คือ อสังขตนามธรรม ประเภทหนึ่ง  อสังขตรูปธรรม ประเภทหนึ่ง

ส่วน อสังขตรูปธรรม นั้น จะหนีธาตุทั้ง ๔ คือ ดินน้ำลมไฟ ไปไม่ได้
เพราะธาตุทั้ง๔ นี้ย่อมเป็นประธานแห่งสังขตรูปธรรมทั้งสิ้นบรรดามีในโลก

จะยกพุทธภาษิตอันหนึ่ง มาพิจารณาเทียบดู ในสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย
พุทธอุทาน พระองค์ตรัสว่า

"ยตฺถ อาโป จ ปฐวี เตโช วาโย น คาธติ น ตตฺถสุกฺกา โชตนฺติ
อาทิจฺโจ นปฺปกาสติ น ตตฺถ จนฺทิมา ภาติ ตโม ตตฺถ น วิชฺชติ"

ดังนี้เป็นอาทิ ความว่า


"น้ำ ดิน ไฟ ลม (ธาตุ ๔ เหล่านี้) ไม่หยั่งลงในที่ใด
ที่นั้นดาวทั้งหลายย่อมไม่โชติช่วง พระอาทิตย์ย่อมไม่ประกาศแสง
พระจันทร์ก็มิได้สว่างในที่นั้น และเมฆหมอกก็มิได้มีในที่นั้น"
ดังนี้

ตามเรื่องที่ยกมาพูดนี้ชี้ให้เห็นว่า มหาภูตรูป คือ ธาตุ ๔ ชนิดนั้น
ย่อมเป็นต้นเป็นประธาน แห่ง สังขตรูปธรรม ทั้งหลาย

หากว่าธาตุทั้ง ๔ เหล่านั้นไม่มีแล้ว อาทิตย์ จันทร์ ดารากร เมฆหมอก
แม้มหาปฐพีอันนี้ และสรรพสิ่งอื่นๆ บรรดามีในโลก
ซึ่งเป็นลักษณะอาการของธาตุ ๔ เหล่านั้น ก็สิ้นสูญ ย่อมมีขึ้นไม่ได้
ย่อมมีขึ้นไม่ได้ โลกก็จะต้องไม่เป็นโลก

สรรพสิ่งต่างๆ เช่นว่านั้นจะเกิดมีได้
ย่อมต้องอาศัยธาตุทั้ง ๔ ยืนตัวเป็นประธานอยู่

ธาตุทั้ง ๔ นั้น คนภายนอกพระพุทธศาสนา กล่าวว่า พระเจ้าบนสวรรค์
ผู้ทรงไว้ซึ่งมหานุภาพเป็นประธานในสากลโลกได้สร้างสรรค์ขึ้น

ส่วนคนในพระพุทธศาสนาก็ค้านว่าไม่จริง หายอมให้เป็นของพระเจ้าสร้างขึ้น
ดังเขากล่าวนั้นไม่

ก็ถ้าหากว่าธาตุทั้ง ๔ เหล่านั้น
เป็นสังขตธรรมตามที่เห็นกันอยู่เป็นส่วนมากจริงแล้ว
คนภายนอกพุทธศาสนา กล่าวว่า พระเจ้าบนสวรรค์ได้สร้างขึ้นก็ถูกซี
เพราะสังขตธรรมเกิดแต่เหตุปัจจัย

ถ้าไม่ยอมเห็นด้วยว่าเป็นของพระเจ้าสร้างแล้ว
ธาตุทั้ง ๔ เหล่านั้น ก็เป็น อสังขตธรรม แน่ 
ปราศจากเหตุปัจจัย ดังว่ามานั้น เป็นตัวธาตุแท้ธาตุเดิม

หรือว่าพระเจ้าก็มิได้สร้าง เป็นอสังขตธรรมก็ไม่ใช่ ไม่เห็นด้วยทั้ง ๒ สถาน
เกิดมาอย่างไร ไม่จำเป็นจะต้องรู้ อย่างนั้นก็ได้เหมือนกัน
เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ยุติ


สรุปกล่าวว่า
อสังขตธรรม นั้นจะเป็นรูปหรือนามก็ตาม
ย่อมเป็นประธานของโลก เป็นต้นเดิม เป็นแดนเกิดแห่งสังขตธรรม


ถ้าจะอุปมาอีก ก็เหมือนอย่างเนื้อเหล็กกับสนิมของเหล็ก
สนิมก็เกิดที่เหล็กนั่นเอง ถ้าเหล็กไม่มี สนิมเหล็กจะมีได้อย่างไร
เพราะเหล็กมีอยู่ สนิมจึงเกิดได้
แต่ถ้าตัวเหล็กมีเครื่องป้องกันดี ก็ไม่เกิดสนิม
และย่อมตั้งอยู่โดยลำพังตนได้ ไม่ต้องอาศัยสนิม
แต่ส่วนสนิมจำต้องอาศัยเนื้อเหล็ก จึงจักตั้งอยู่ได้

หรือเหมือนอย่างลูกคลื่นเกิดจากน้ำ แต่มีลมเป็นปัจจัย
เมื่อน้ำไม่มี คลื่นก็มีไม่ได้ เช่น คราวทะเลราบคาบปราศจากลม
หรือ น้ำในบ่อ

อสังขตธรรม เป็นสิ่งที่ ไม่ตาย เป็นฝ่ายรับ ตั้งอยู่เป็นเดิม
ส่วน สังขตธรรม เป็นสิ่งที่ ตาย เป็นฝ่ายปัด เกิดขึ้นเทียบในภายหลัง
แปลว่า ของตาย มาแต่ ของไม่ตาย

เมื่อเช่นนั้น
ถ้าของไม่ตายไม่มี ของตายก็ย่อมมีไม่ได้

แต่ถ้าของตายไม่มี ของไม่ตายย่อมมีได้
เพราะของไม่ตายย่อมตั้งอยู่ได้โดยลำพังตนเองตามธรรมดานิยม 
ไม่ต้องอาศัยของตาย

อย่างอสังขตธรรมของพระอรหันต์ ที่ได้ความบริสุทธิ์
เป็นวิสังขารหรือนิพพานแล้ว ก็ย่อมตั้งอยู่ได้โดยลำพังตนเอง

เพราะเช่นว่ามานั้น
จึงว่า อสังขตธรรม เป็นประธานของโลก ไม่เกิดตายหายสูญ
เป็นสิ่งเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ใช่เหลวๆ ว่างๆ
อย่างที่เข้าใจกันว่า มีแต่ชื่อไม่มีตัวจริง

กลับเห็นไปว่า สังขตธรรม มีตัวจริง เป็นสิ่งเป็นชิ้นเป็นอัน
แต่ความจริงผิดตรงกันข้าม
สังขตธรรม ซึ่งเกิดดับนั้น เป็นตัวเหลว ตัวว่าง หลอกลวง
ไม่เป็นชิ้นเป็นอันอะไรได้


ในที่สุดและเพราะ อสังขตธรรม เป็นของ ไม่ตาย นั้นแล
จึงมีชื่อตามนิมิตอีกอย่างหนึ่งว่า อมตะ (อมฤต) แปลว่า ไม่ตาย
เรียกใช้ว่า อมตธรรม


สิ่งทั้งหลายที่เรารู้เห็นอยู่โดยปกติธรรมดา
ทั้งภายนอกและภายในอัตภาพของเราล้วนแต่เป็นส่วนเบื้องปลาย
คือเป็น สังขตธรรม ทั้งนั้น


สิ่งเกิดทีหลังย่อมกำบังของเดิมเป็นธรรมดา
แต่โดยอำนาจความสามารถของผู้สามารถ
แม้รู้เห็นเบื้องปลายก็อาจรู้เบื้องต้นได้

อย่างเราอยู่ปลายแม่น้ำ ปรารถนาจะเห็นต้นน้ำ
ก็ปลุกใจให้กล้าหาญ ปฏิบัติดำเนินไป พยายามไม่ท้อถอย
ในที่สุดก็เห็นต้นน้ำได้ดังประสงค์

อนึ่ง ธรรมดาของประสมซึ่งไม่ใช่เป็นส่วนของธรรมชาติ
เมื่อประสมกันเข้าได้ ก็แยกออกได้
แม้จะซับซ้อนแน่นหนาสนิทชิดชั้นกันอย่างไร
ก็ไม่พ้นจากความพยายาม โดยวิธีแยกของผู้สามารถไปได้

สิ่งทั้งหลายบรรดามีในที่ทั้งปวง ที่คนเรารู้แล้ว หรือที่ยังไม่รู้ก็ดี
ถ้าเรียกชื่อแยกออกเป็นสิ่ง ๆ น่าจะว่ามีจนนับไม่ถ้วน
แต่เมื่อจะย่อลงกล่าวให้สั้นที่สุดก็เป็น ๒ เท่านั้น
คือ รูปธรรม ๑  นามธรรม

เนื้อแท้หรือสภาพที่จะพึงได้ โดยวิธีแยกใน รูปธรรม ต่างๆนั้น
เรียกว่า อสังขตรูปธรรม

เนื้อแท้หรือสภาพที่สุด ที่จะพึงได้โดยวิธีแยก (อริยมรรค)
ในภายในแห่งจิต
ของสามัญสัตวโลกนั้นๆ เรียกว่า อสังขตนามธรรม


เท่าที่ได้พูดมานี้ คงจะทราบได้บ้างแล้วว่า อสังขตธรรมเป็นอย่างไร
จะพูดถึงเรื่องอื่นต่อไป.

 

▲ ธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร หน้า ๑๒-๑๖ 

◀  บทก่อนหน้า...สังขตธรรม       

 อ่านต่อ...กำเนิดสังขตธรรม