สังขตธรรม

posted on 01 Sep 2009 08:29 by luangpu in dhammaprateep directory Knowledge

 หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร

   สังขตธรรม

สังขตะ บางแห่งว่า สังขาร
ในคำว่า "สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง"

เข้าใจว่า ๒ ชื่อนี้เหมือนกัน ใช้แทนกันได้ เพราะแปลอย่างเดียวกัน

สังขาร แปลว่า สิ่งที่สร้างขึ้น คือ สิ่งที่เหตุปัจจัยอะไรๆ ทำให้เกิดขึ้น
เป็นตัวผล เช่น ลูกคลื่น เกิดเพราะลมเป็นปัจจัย แต่อาศัยน้ำเป็นประธาน

เหตุปัจจัยประกอบให้เป็นอย่างไร ผลก็เป็นอย่างนั้น  
ตามแต่เหตุปัจจัยจะให้เป็นไป

ผลที่เสร็จมาแต่เหตุปัจจัยนั้นๆ อาจไปเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดผลอย่างอื่นๆ 
ต่อไปอีกได้ จนแทบจะว่า ไม่มีที่สุด ก็ได้ ในคำว่า 

"เย ธมฺมา เหตุปปฺภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต
ธรรมทั้งหลาย เหล่าใด เกิดแต่เหตุ
พระตถาคตเจ้าตรัส เหตุแห่ง ธรรมทั้งหลาย เหล่านั้นแล้ว"
  
 

คำว่า ธรรมทั้งหลาย ในที่นี้คือ สังขารธรรม

สิ่งต่างๆ ประสมกันเข้า ด้วยเหตุปัจจัยทำให้ประสม
ประสมแล้วเกิดเป็นรูปอย่างหนึ่งขึ้น ประณีต หรือ เลว แล้วแต่เหตุปัจจัย
เป็นคุณหรือโทษอย่างไรก็ตาม ก็เรียกว่า สังขาร

ถึงแม้มิได้ประสมเป็นของสิ่งเดียว แต่มีเหตุปัจจัย ปรุงให้เป็นรูปอย่างหนึ่งขึ้น
รูปนั้น ก็เรียกว่า สังขาร 

ก็เมื่อหมายความว่า
สิ่งซึ่งเหตุปัจจัยสร้างขึ้น ทำให้มีให้เป็นขึ้น เรียกว่า สังขาร แล้ว

ความก็ชัดเด่นว่า สังขาร เกิดทีหลังแห่ง อสังขตธรรม
สังขาร
ไม่ใช่วัตถุเดิมที่เป็นต้นเป็นประธาน เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุปัจจัย 

เมื่อเช่นนั้น ก็สรุปความกล่าวว่า
ฝ่ายปัดทั้งหมด เช่น ของเท็จ เทียม เป็นต้น เรียกว่า สังขาร
 
 

สังขาร เทียบคำว่า สสาร ในพวกวิทยาศาสตร์
สังขาร เป็นส่วนนอกบอกให้เห็นก่อนเปิดเผยปรากฏไม่พ้นหูตาของเราไปได้
เราจะทอดตาไปในที่ใดข้างบนหรือตามพื้นพิภพจะประสพแต่ สังขารทั้งนั้น 

เช่น คนสัตว์และไม้หญ้าต่างๆ เคหสถานบ้านช่องสรรพสิ่งต่างๆตามพื้นพิภพ
และเมฆหมอก อาทิตย์ จันทร์ ดารากร ในพื้นฟ้าเบื้องบน 

แม้อัตภาพของเรา ตลอดถึง นามธรรม ที่เหตุปัจจัยปรุงขึ้น
คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็น กิริยาอาการของจิต

ก็เป็น สังขาร ทั้งนั้น ล้วน เป็นผล มาแต่ เหตุปัจจัย สิ้น

ประณีต เลว ทราม ก็เพราะเหตุตกแต่ง
ตั้งอยู่ ก็เพราะเหตุยังรักษา
ดับไป ก็เพราะสิ้นเหตุ

สังขาร มีชื่ออีกหลายอย่าง เท่าที่เข้าใจและพบเห็น
คือ โลก ทุกข์ อารมณ์ กามโลก เช่น

สพฺโพว อาทิโต โลโก  สพฺโพ โลโก ปกมฺปิโต
โลก ทั้งสิ้นร้อน โลก ทั้งสิ้นหวั่นไหว
      

สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต
ดูกรโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณา โลก โดยความเป็นของสูญ

คือว่างจากความจริง หรือว่างจากอัตตา ทุกเมื่อ

คำว่า โลก ที่ยกมากล่าวนี้ คือ สังขารธรรม  

ทุกข์ เช่น
ทุกขฺเมว หิ สมฺโภติ ทุกฺขํ ติฏฺฐติ เวติจ นาญฺญตฺร
ทุกฺขา สมฺโภติ นาญฺญตฺร ทุกฺขา นิรุชฺฌติ

ทุกข์ เท่านั้นแลเกิดขึ้น ทุกข์ เท่านั้นตั้งอยู่
นอกจาก ทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ

คำว่า ทุกข์ ในที่ยกมากล่าวนี้ คือ สังขารธรรม

และในอริยสัจจ์ข้อแรก คือ ทุกขสัจจ์
มิได้หมายความเพียงแต่ว่า ทุกข์ใจ เท่านั้น
หมายเอา สังขารธรรม ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นกิจของตัณหา

สังขาร
มีกาลเวลาเกิดปรากฏขึ้นในเบื้องต้น แปรไปในท่ามกลาง ดับไปในที่สุด
หลอกลวงเอาเป็นชิ้นเป็นอันอะไรมิได้ เป็นของตายหายสูญ
เหตุปัจจัยปรุงแต่งให้หลากๆ ยั่วยวนจิตใจสัตว์โลก ให้หลงรักหลงชัง
น่าจะเห็นว่า
เป็น ลักษณะอาการ ของ อสังขตธรรม ซึ่งยืนตัวอยู่ เป็นประธาน

อันธรรมดาว่า ลักษณะอาการจะเกิดขึ้นต้องอาศัยเหตุปัจจัย
เช่น ลูกคลื่น ซึ่งเป็นลักษณะอาการของน้ำ 
และ รูปคน หรือ รูปสัตว์ รูปสรรพสิ่งต่างๆ บนพื้นพิภพ 
ซึ่งเป็นลักษณะอาการของปฐพีธาตุ เป็นต้น
แต่หมายเฉพาะลักษณะอาการซึ่งเกิดใหม่ อันอยู่ในประเภทแห่งฝ่ายปัด
มิใช่ว่าเป็นลักษณะอาการแล้วต้องอาศัยเหตุปัจจัยทุกประการนั้นมิได้

ส่วนลักษณะอาการซึ่งเป็นสภาพเดิม กล่าวคือ 
ลักษณะอาการประจำธรรมชาตินั้น มิได้อาศัยเหตุปัจจัย
ย่อมเป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อตัวธรรมชาติปราศจากเหตุสร้างสรรค์
ลักษณะอาการก็ปราศจากเหตุเหมือนกัน

อย่างทองคำธรรมชาติ มีลักษณะสีเหลืองไม่กลับกลาย
แต่ที่เราเห็นเป็นสีอย่างอื่นไป ก็เพราะมีสิ่งอื่นเป็นมลทินเข้ากำบัง
ครั้นกำจัดมลทินสิ้นไปแล้ว หรือแยกแล้ว สีก็คงเหลืองปลั่งตามสภาพเดิม

พระอาทิตย์มีลักษณะสว่างจ้า
แต่ที่เราเห็นมัวมืดในบางครั้ง ก็เพราะเมฆหมอกเคลื่อนเข้ากำบังไว้
ครั้นปราศจากเมฆหมอกแล้ว ก็สว่างจ้าตามเดิม

ลักษณะที่สว่างจ้านั้น ปราศจากเหตุปัจจัย
แต่ลักษณะที่มัวมืด เกิดแต่เหตุปัจจัย ฉันใด

สภาพเดิมกล่าวคือลักษณะอาการประจำอสังขตธรรม
ปราศจากเหตุปัจจัย

แต่ส่วนลักษณะอาการใหม่ของอสังขตธรรมซึ่งเรียกว่าสังขารนั้น
ต้องอาศัยเหตุปัจจัย
ฉันนั้น

แต่ สังขตธรรม ซึ่งเป็นคู่กับ อสังขตธรรม ในพระพุทธภาษิตนี้
น่าจะหมายเพียง ปัญจุปาทานนักขันธ์ คือ ขันธ์ ๕ ของสามัญชน
ที่มีการยึดถือ อันเต็มไปด้วย บุญ และ บาป เท่านั้น
จึงทรงแสดง วิราคธรรม อันเป็น ความบริสุทธิ์แห่งอสังขตธรรม
ไว้ในข้อที่ ๓ สุดท้าย

แต่เพราะสังขารภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
เป็นอารมณ์แห่งสังขารภายใน
เป็นตัวเหตุปัจจัย ทำสังขารภายในให้เกิดมีกำลังกล้า
ในอันที่จะทำลายลักษณะอาการเดิมแห่งอสังขตธรรมให้เสียไป

จึงควรทราบถึงสังขารทั้งภายในภายนอกทั่วไป
เมื่อทราบบ้างแล้ว ก็ควรพิจารณาถึงสังขตธรรมให้ละเอียดต่อไปอีก.


▲ ธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร หน้า ๙-๑๒ 

◀  บทก่อนหน้า...สิ่งทั้งปวงต้องมีคู่       

 อ่านต่อ...อสังขตธรรม