หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร

  สิ่งทั้งปวงต้องมีคู่

สิ่งใดๆในที่ทั้งปวงอันคนเราได้รู้เห็นแล้วก็ดี ยังไม่รู้เห็นก็ดี ย่อมเป็น ๒ 
มีคู่เทียบด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งตัววัตถุและอาการกิริยาของวัตถุนั้นๆ
ตลอดถึงคำบัญญัติที่เรียกใช้ก็เป็น ๒ เหมือนกัน
เรื่องนี้ย่อมเป็นมาโดยธรรมดานิยม
ผู้ใดมีกำลังใจกล้าพิจารณาตามไป ก็จะเห็นได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริง.

ในโลกนี้ มีอะไร ที่ไม่คู่       
ได้ค้นดู ทั่วถ้วน ล้วนเป็นสอง
มีหญิง ก็มีชาย มาหมายปอง
มีร้อน ต้องมีเย็น เป็นคู่กัน
      
มีของจริง ก็ต้องมี สิ่งเท็จเทียม          
มีทุกข์ เปี่ยมสุขเปรม เกษมสันต์
อะไรๆ ก็ต้องมี คู่ทั้งนั้น
ช่างน่าขัน มีอยู่ เป็นคู่เอย.

แม้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เมื่อก่อนเสด็จออกบรรพชา
ก็เคยได้ทรงปรารภถึงธรรมดาอันนี้มาก่อนแล้วเหมือนกัน
โดยพระปรีชาปัญญาอนุมานไปเพียงตื้นๆ เช่นว่า
มีร้อน ย่อมมีเย็นแก้ 
มีมืด  ก็มีสว่างแก้ 
มีเกิด ต้องมีดับ เป็นคู่กัน  

เพราะฉะนั้น คนเราจึง ต้องตาย ด้วยกันหมด เพราะ มีเกิด ในเบื้องต้น
ก็ สิ่งที่ไม่เกิดไม่ตาย อันเป็นคู่เทียบกับ สิ่งที่เกิดตาย คงจักมีเป็นแท้

ทรงดำริเห็นเช่นนี้แล้ว เสด็จออกบรรพชาตั้งพระหฤทัย
ทรงแสวงหาทางนิพพานที่ไม่เกิดตาย โดยทรงเชื่อมั่นในธรรมดาข้อนั้น

เพราะธรรมดาอันนี้มีอยู่หรืออย่างไร คนเราจึง รับฝ่ายหนึ่ง ปัดฝ่ายหนึ่ง
สิ่งที่ดีต้องประสงค์ เป็นฝ่ายรับ
สิ่งที่ไม่ดีไม่ต้องประสงค์ ก็เป็นฝ่ายปัด

คำพูดก็เป็น ๒ ส่วน
ส่วนข้างรับว่า  มี   ใช่   ถูก  จริง  แท้ เป็นต้น
ส่วนข้างปัดว่า ไม่มี ไม่ใช่ ไม่ถูก ไม่จริง ไม่แท้ เป็นต้น

สิ่งใดถึงแม้จะไม่มีคำรับหรือคำปัด
แต่เป็นสิ่งที่ดีต้องประสงค์ ก็อยู่ในประเภทแห่งฝ่ายรับ
เช่น ความจริง ของแท้ ความสุข ความบริสุทธิ์ ความเจริญ บุญคุณ เป็นต้น

สิ่งใดไม่ดี ไม่เป็นที่ต้องประสงค์เป็นสิ่งชั่ว ก็อยู่ในประเภทแห่งฝ่ายปัด
เช่น ความเท็จ ของเทียมหรือของปลอม ความทุกข์ มัวหมอง
ความพิบัติ บาป โทษ เป็นต้น

บางสิ่งบางอย่างจะจัดว่าเป็นฝ่ายรับหรือฝ่ายปัดก็ยังไม่แน่ใจ
แต่อย่างไรก็ต้องมีคู่เข้ามาเทียบ
เช่น สูง-ต่ำ ดำ-ขาว เข้า-ออก บน-ล่าง เหนือ-ใต้ เป็นต้น

ก็เมื่อพิจารณาได้ความว่า ฝ่ายรับกับฝ่ายปัด ย่อมต้องมีเป็นคู่กันเช่นนั้นแล้ว
ก็พิจารณาต่อไปอีกว่าสองประการนั้น ไหนจะเกิดก่อนเกิดหลัง
ฝ่ายรับเกิดก่อนหรือเกิดทีหลัง หรือเกิดพร้อมกันอย่างไรแน่

ก็จะเห็นความจริงว่าเกิดพร้อมกันไม่ได้ ต้องเกิดตามกันมาเป็นลำดับ
คือ ฝ่ายหนึ่งเกิดก่อนแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งเกิดขึ้นเทียบในภายหลัง

เมื่อเช่นนั้นเราก็ต้องเข้าใจว่า
ฝ่ายรับเกิดก่อน ฝ่ายปัดเกิดขึ้นเทียบในภายหลัง
อย่างคนที่พูดใช้คำปัดว่า ไม่มี ไม่ใช่ ไม่ถูก ไม่จริง
ก็เพราะ รู้จักฝ่ายรับ ซึ่งตรงกันข้ามกับ คำปัดนั้นๆ มาแน่ชัด

ถ้าไม่รู้จักสิ่งที่ใช่ จะพูดว่าไม่ใช่ อย่างไรได้
ไม่รู้จักของแท้ จะรู้จักของเทียม อย่างไรได้
 เว้นแต่จะพูดตามกันเท่านั้น

คนพูดเท็จก็เพื่อจะปิดบังความจริง อันตนได้รู้เห็นมาก่อนแล้ว
นี่แปลว่า ความจริงได้เกิดก่อนคนจะคิดปลอมของ
ก็เพราะได้รู้เห็นของแท้มาเป็นปทัฏฐาน

สิ่งอันหนึ่งเกิดขึ้น มีคุณให้สำเร็จประโยชน์ได้หลายประการเป็นที่นิยม
สิ่งอันนั้นเกิดสืบๆกันไป แต่ไม่เหมือนของเดิม เป็นแต่คล้าย
เกิดต่างถิ่น ลักษณะคล้ายคลึง แต่ประโยชน์ไม่เท่าเทียม
แม้จะเรียกชื่อเป็นอย่างเดียวกัน ก็ได้ชื่อเพิ่มเติมว่า ไม่แท้เป็นของเทียม

นี้ก็แปลว่าของแท้ได้เกิดก่อน ของเทียมเกิดทีหลังประการหนึ่ง

เงินทองเป็นธาตุที่นิยม แต่หาไม่ง่ายเหมือนผักหญ้า
เดิมก็มีเงินแท้ทองแท้
ส่วนเงินปลอมทองปลอมเกิดขึ้นเทียบ เพราะทุจริตของคนชั่วในภายหลัง

เครื่องใช้สอยที่โสมมมัวหมอง เมื่อเช็ดขัดมลทินสิ้นไปแล้ว
ก็บริสุทธิ์สะอาดเห็นสภาพเดิม เพราะเดิมเขาบริสุทธิ์
นี่ก็แปลว่าความเศร้าหมองเกิดทีหลัง

น้ำที่ขุ่นโสมมด้วยวัตถุต่างๆ ไม่ควรดื่ม ไม่ควรใช้
แต่เมื่อได้กรองกลั่นถึงขีดที่สุดแล้ว ก็บริสุทธิ์ใสสะอาด
นี่ก็สภาพเดิมของน้ำ บริสุทธิ์ใส ปัจจัยทำให้เศร้าหมองเมื่อภายหลัง.

คนสามัญทางศาสนา เรียกว่า ปุถุชน แปลว่า คนหนา
คือ จิตใจหนาไปด้วยกิเลสและทุกข์หม่นหมอง ต้องเกิดแก่เจ็บตาย

ส่วนคนที่ได้ปฏิบัติถึงขีดที่สุดเป็น พระอรหันต์ แล้ว
ทางศาสนา กล่าวว่า ท่านสิ้นกิเลส ไม่มีทุกข์มีแต่สุข(โลกุตตรสุข)
เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย

เมื่อเช่นนั้น สภาพเดิม คือ จิตใจของคนไม่มีกิเลส
กิเลสเกิดขึ้นทีหลัง จึงกำจัดให้สิ้นได้

สภาพเดิมของคนเป็นสุข ทุกข์เกิดขึ้นทีหลัง
สัตว์โลกจึงเกลียดทุกข์รักสุข สู้กับความทุกข์ไม่ได้

สภาพเดิมของคนบริสุทธิ์ ความมัวหมองเกิดขึ้นทีหลัง จึงทำให้บริสุทธิ์ได้

และสภาพเดิมของคนไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย
จึงกล่าวว่า พระอรหันต์ไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย 

แต่เพราะคนสามัญมีอวิชชากำบัง
ไปยึดสิ่งที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย เข้าไว้ว่าเป็น อัตตา ตัวตน
จึงเห็นตนเป็นผู้เกิด แก่ เจ็บ ตาย

ตามตัวอย่างที่ได้ยกมากล่าวไว้นั้น เห็นได้แล้ว
ฝ่ายรับได้เกิดก่อน ฝ่ายปัดเกิดขึ้นเทียบในภายหลัง จริงแท้

เมื่อเช่นนี้ ความเห็นก็จะเกิดขึ้นต่อไปอีกว่า
ฝ่ายรับย่อมมีได้ ในเมื่อฝ่ายปัดไม่มีเทียบ
ก็เพราะว่าฝ่ายปัดเกิดทีหลัง

แต่ส่วนฝ่ายปัดย่อมมีไม่ได้ ในเมื่อฝ่ายรับไม่มีเทียบ
ก็เพราะเหตุว่าฝ่ายรับได้เกิดก่อน

อย่างเราพูดว่า ไม่มี ก็ต้องมีสิ่งที่ มี เข้ามาเทียบ
พูดว่า ไม่ใช่ ก็ต้องมีสิ่งที่ ใช่ เข้ามาเทียบ
 เว้นแต่จะพูดตามกัน

เพราะฉะนั้น จะเข้าใจว่า
มีแต่เท็จ ความจริงไม่มีเทียบ
มีแต่ไม่ใช่ ที่ใช่ไม่มีเทียบ
มีแต่ของเทียม ของแท้ไม่มีเทียบ
มีแต่ความทุกข์ ความสุขไม่มีเทียบ
มีแต่หม่นหมอง บริสุทธิ์ไม่มีเทียบ
มีแต่โทษ คุณไม่มีเทียบ
มีแต่ของตาย ของไม่ตายไม่มีเทียบ
มีแต่อนัตตา อัตตาไม่มีเทียบ

เช่นนี้ไม่ได้เลยทีเดียว

เมื่อได้พิจารณาถึง สิ่งทั้งปวงว่า ย่อมมีคู่เทียบ
ได้ความเช่นกล่าวมานั้นแล้ว คราวนี้กลับไปดูพระพุทธภาษิต
ที่ได้ยกขึ้นตั้งไว้เป็นกระทู้ในเบื้องต้นนั้นอีก


ก็จะเห็นธรรมข้อที่ ๑ กับข้อที่ ๒ เทียบกันอยู่
คือ สังขตธรรม กับ อสังขตธรรม

จะรู้สึกทันทีว่า อสังขตะเป็นธรรมที่ไม่ตาย เป็นฝ่ายรับ เกิดก่อน
ส่วน สังขตะเป็นธรรมที่ตาย เป็นฝ่ายปัด เกิดทีหลัง

เพราะฉะนั้น พระนิพพาน ท่านจึงเรียกว่า วิสังขาร
แปลว่า สิ้นสังขาร หรือ
แยกแล้ว 

ก็เพราะ สังขตะ เกิดทีหลัง เป็นพวกธาตุประสมนั้นแล จึงทำให้สิ้นได้
สังขตะ สิ้นไปจากอะไร

ก็ต้องสิ้นไปจาก อสังขตะ คือจิตใจที่บริสุทธิ์

ความก็จะชัดขึ้นว่า
สามัญสัตว์โลกมี อสังขตะ เป็นพวกธาตุแท้อยู่เป็นเดิมทุกรูปทุกนาม
อสังขตะ เป็นสภาพเดิมของสัตว์โลก
สัตว์โลก สภาพเดิมเป็นผู้ไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย แน่แล้ว

ก็ควรจะพิจารณา ๒ ประการนั้นโดยพิสดาร ดังจะกล่าวต่อไปนี้

 

▲ ธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร หน้า ๕-๙ 


◀  บทก่อนหน้า...ธรรมทั้งหลายหาได้หมายรวมพระนิพพานไม่
 

 อ่านต่อ...สังขตธรรม