หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร


นิพพาน คำนี้แปลว่า ดับ เป็นของพระพุทธศาสนา เป็นธรรมชั้นสูงสุด
ผู้ที่เบื่อทุกข์ในโลก มีความประสงค์จะได้จะถึงอันแรงกล้า
ด้วยเข้าใจว่า เมื่อถึงแล้วจะหมดทุกข์ในโลกไม่ต้องเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป

ตามพระพุทธบรรหาร พระองค์ก็ตรัสว่า

นิพพานเป็นแก่นสารของพระธรรมวินัย (พระพุทธศาสนา)
ในคำว่า "วิมุตฺติสาโร (มีความหลุดพ้นเป็นแก่นสาร)" ดังนี้

อะไรหลุด??? จิตหลุด


อันธรรมดาว่าแก่นของต้นไม้ที่มีแก่น
แก่นก็ย่อมซ่อนตัวอยู่ในภายในแห่งเปลือกและกระพี้
เพชรก็ย่อมหมกตัวอยู่ในภายในแห่งหิน


นิพพาน นั้น ก็น่าจะเข้าใจว่าเหมือนแก่นและเพชรที่พูดมานั้นแหละ
คงจักมีในอัตภาพอันประชุมพร้อมด้วยนามและรูปนี้เอง ไม่มีในที่อื่น
ถ้าเข้าใจหาก็สมประสงค์ ไม่เข้าใจก็เหม่อไป


แต่ฟังดูผู้ที่สนใจในทางนี้หวังจะพ้นทุกข์อยู่โดยมาก กล่าวกันว่า
ในอัตภาพอันประชุมพร้อมด้วยนามและรูปนี้ ไม่มีแก่นสาร
หาประโยชน์อะไรไม่ได้เลยทีเดียว


ซ้ำยังกลับลงโทษว่า มิจฉาทิฏฐิ แก่ผู้ที่เห็นว่ามีอะไรเป็นแก่นสาร
อยู่อย่างหนึ่งในอัตภาพนั้น อย่างร้ายแรงเสียอีก


เมื่อเข้าใจเช่นนั้น ก็ต้องแปลว่า พระนิพพานหาไม่ได้ในอัตภาพของคนทุกคน
ต้องไปเที่ยวหาที่อื่นในภายนอก เช่น ตามห้วย ตามเขา ตามท้องทะเล และ
ตามเมฆหมอกในอากาศ ฉะนั้น.


แต่ธรรมเทศนาที่ทรงแสดงทาง พระนิพพาน ทุกบททุกเรื่อง
ชี้ให้ ค้นหาในอัตภาพอันประชุมพร้อมด้วยนามและรูป นี้เอง

หาได้ตรัสให้เที่ยวค้นหาในภายนอก เช่นว่ามานั้นไม่
อย่างสติปัฏฐาน ๔,โพชฌงค์ ๗ และมรรค ๘ เป็นต้น

เพราะฉะนั้นจึงควรทำความเข้าใจว่า ในอัตภาพนี้ย่อมมีทั้งดีทั้งชั่ว
เหมือนต้นไม้ที่มีทั้งเปลือกกระพี้และแก่น

นิพพานก็จะพบได้ในอัตภาพนี้เอง อย่างที่ผู้รู้กล่าวกันมาว่า
"สวรรค์อยู่ในอก  นรกอยู่ในใจ
นิพพานที่ไหน    ก็ที่ใจนั้นแล"

เมื่อเช่นนั้นในอัตภาพของเรา จำต้องเลือกเฟ้นจงดี


จะยกพระพุทธภาษิต ที่นับว่าเป็นเรื่องสำคัญมากล่าวสักข้อหนึ่ง
สำหรับจะชี้ให้เห็นว่าภายในแห่งอัตภาพของเราก็มีแก่นสารเหมือนกัน
ไม่ใช่จะมีแต่สิ่งหาประโยชน์มิได้เท่านั้น

และจะได้ถือเอาพระพุทธภาษิตนี้ ขึ้นตั้งเป็นกระทู้
ในการที่จะพูดถึงความเห็นต่าง ๆ ในหนังสือฉบับนี้ต่อไปด้วย คือ


"ยาวตา ภิกฺขเว ธมฺมา สงฺขตา วา อสงฺขตา วา
วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ"
ดั่งนี้เป็นอาทิ ความว่า

ดูกรภิกษุ ธรรมทั้งหลาย ที่เป็น สังขตะ ก็ดี อสังขตะ ก็ดี มีประมาณเพียงใด
เรากล่าวว่า วิราคธรรมคือธรรมที่แยกแล้วเป็นยอดของ ธรรมทั้งหลาย ๒ นั้น

ดั่งนี้ มีมาในอัคคัปปสาทสูตรแห่งสุตตันตปิฎก

พระพุทธพจน์นี้ เราเห็นเป็นข้อธรรม ๓ ข้อ คือ

สังขตธรรม  อสังขตธรรม  
วิราคธรรม

แต่ทรงเชิดข้อที่ ๓ ว่าประเสริฐเลิศกว่า ๒ ประการต้น
คงรู้สึกตื้นตันในชั้นต้น ยากไม่น้อยในการที่จะทำความเข้าใจ

เพราะตามที่ได้ฟังมาจนชินหูชินใจแล้วว่า
อสังขตธรรม กับ วิราคธรรม ทั้ง ๒ นั้น เป็นชื่อของ พระนิพพาน ด้วยกัน
แต่ในที่นี้แยกกันอยู่เป็น ๒

ถ้าไม่เป็นห่วงอาลัยด้วยความชินหูชินใจนั้นแล้ว ก็น่าจะได้ความเป็นอย่างนี้คือ

สิ่งที่เหตุปัจจัยแต่งให้เกิดขึ้น เกิดแล้วเสื่อมดับไป
ตามเหตุปัจจัยนั้นๆที่แต่งมา ได้แก่ สภาพใหม่
เรียกว่า สังขตธรรม ในข้อต้น เท่ากับพวกธาตุประสมหรือตัวแปลง

สิ่งที่ไร้เหตุ คือ สิ่งที่เป็นต้นเดิม เป็นประธานในข้อแรก
เป็นสิ่งที่ไม่ดับตายหายสูญ ได้แก่ สภาพเก่า
เท่ากับพวกธาตุแท้ เรียกว่า อสังขตธรรม ในข้อที่ ๒


ความบริสุทธิ์หมดจดได้ในข้อที่ ๓ ซึ่งเป็นตัว พระนิพพาน 

แต่ความบริสุทธิ์นั้นตามธรรมดาต้องเป็นคุณ
คือ เป็นลักษณะอาการของอะไรสิ่งหนึ่ง จะตั้งอยู่โดยลำพังไม่ได้ ต้องมีที่จอด
ก็จำต้องหาที่จอดพระนิพพาน คือ ความบริสุทธิ์นั้นลงที่จิต

จิตบริสุทธิ์จะเอาไปจอดที่ สังขตธรรม เป็นไม่ได้เด็ด
เพราะ สังขตธรรม เป็นของเกิดดับ กล่าวคือ เป็นของตาย
เป็นกิริยาอาการของสิ่งที่เป็นประธาน อันเกิดขึ้นด้วยอำนาจเหตุปัจจัยที่แต่งมา

จึงต้องจอดความบริสุทธิ์นั้น เข้าที่ อสังขตธรรม เหมาะ
เพราะเป็นสิ่งที่เป็นตัวประธาน เป็นธรรมอันไม่ตาย ยืนตัวเป็นธาตุแท้

ก็เมื่อจอดความบริสุทธิ์เข้าที่ อสังขตะ แล้ว
คราวนี้ อสังขตธรรมที่ได้ความบริสุทธิ์เป็นนิพพาน แล้วนั้น
ก็กลับไปเป็นข้อที่ ๓ อีก


ก็ได้ความเห็นเด่นขึ้นว่า อสังขตธรรม นั้นเป็น ๒ คือ

อสังขตธรรมที่ระคนปนกันอยู่กับ
อสังขตธรรมที่ยังไม่ได้ความบริสุทธิ์เป็นวิสังขารหรือนิพพาน นั้นอย่างหนึ่ง
คือ
อสังขตธรรม,จิตของสามัญสัตว์โลก.

อสังขตธรรมที่ได้ความบริสุทธิ์เป็นวิสังขารหรือนิพพานแล้ว อย่างหนึ่ง
คือ
อสังขตธรรม,จิตของพระอรหันต์.

พระพุทธพจน์นี้ความมุ่งหมายอยู่ที่ตรง
อสังขตธรรม อันปรากฏอยู่ในข้อที่ ๒ เพื่อปลุกใจให้ทำความบริสุทธิ์เสีย
จึงทรงยก
วิราคธรรม อันเป็นตัว ความบริสุทธิ์ ในข้อที่ ๓
ขึ้นเชิดว่า ประเสริฐเลิศกว่า ๒ ประการต้น

การพิจารณาก็ต้องเข้าใจว่า ๒ ข้อข้างต้นนั้นรวมกัน
คือ อสังขตธรรม กับ สังขตธรรม รวมกัน
ถึงแม้ว่าทรงแสดงแยกไว้เป็นข้อ ๆ แล้วก็ตามก็จำเป็นต้องเข้าใจอย่างนั้น

คือ ถ้าข้อที่ ๑ ไม่รวมกับข้อที่ ๒ แล้ว
อสังขตธรรม ข้อที่ ๒ นั้น ก็เป็นวิสังขารได้ความบริสุทธิ์แล้ว

ข้อที่ ๓ ตรัสไว้ทำอะไรอีกเล่า ไร้ประโยชน์
เพียง สังขตธรรม กับ อสังขตธรรม เท่านั้นก็พอแล้ว ข้อที่ ๓ ไม่จำเป็น

ที่ตรัสข้อที่ ๓ ไว้ก็โดยความหมายดั่งว่านั้น

แท้จริง อริยมรรค มีหน้าที่ทำ
อสังขตธรรม
ให้ได้ความบริสุทธิ์เป็น วิราคธรรม
ในข้อที่ ๓ เท่านั้น

อริยมรรค หาใช่เป็นเหตุปัจจัยผู้สร้างสรรค์ อสังขตธรรม ให้เกิดขึ้นไม่


ถ้าจะอุปมาก็เหมือนอย่างว่าภาชนะของเราอย่างหนึ่ง
จะเป็นอะไรก็ตาม โสมมแล้วด้วยมลทิน

เราก็เอาผ้าขี้ริ้วประสมกับขี้เถ้าชุบน้ำ แล้วขัดล้างด้วยน้ำ
แล้วเช็ดให้สะอาด ภาชนะนั้นก็จะหมดจดผ่องใสน่าใช้

คราวนี้จะต้องถามขึ้นว่าภาชนะใบนั้น ผ้าขี้ริ้ว ขี้เถ้า กับน้ำได้สร้างสรรค์ขึ้นหรือ
ก็ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านั้น มีผ้าขี้ริ้ว เป็นต้น ได้สร้างสรรค์ภาชนะขึ้นได้
เราจะต้องเดือดร้อนอะไรเล่า ขี้เถ้าหาไม่สู้ยากนัก น้ำก็มีถมไป
ความจริงเปล่าเลย สิ่งเหล่านั้นเพียงแต่กำจัดมลทิน
ทำภาชนะให้ได้ความสะอาดผ่องใส เท่านั้นเองมิใช่หรือ
ภาชนะนั้นก็มีอยู่เป็นเดิม

อริยมรรค ก็เหมือนเช่นสิ่งเหล่านั้น เป็นเครื่องกำจัดมลทินกล่าวคือสังขตธรรม
ที่จับเกาะอยู่ที่ อสังขตธรรม ให้ได้ความบริสุทธิ์เป็น นิพพาน ขึ้น เท่านั้นเอง
ไม่ใช่เป็นผู้สร้าง อสังขตธรรม ขึ้นเลย

อสังขตธรรม นั้น ก็มีอยู่เป็นเดิม
เท่ากับธาตุแท้สามัญสัตว์โลก ย่อมมี อสังขตธรรม อยู่ด้วยกันทุกคน
แต่ไม่ได้ความบริสุทธิ์เป็น นิพพาน เท่านั้น

ถ้าคนเราไม่มี อสังขตธรรม มาเป็นเดิมแล้ว จะเป็นพระอรหันต์ขึ้นได้อย่างไร
เพราะ อสังขตธรรม อันเป็นที่ตั้งแห่งความบริสุทธิ์ คือ พระนิพพาน ไม่มี

พระนิพพานนั้น เมื่อไม่มีวัตถุเป็นที่จอด ย่อมมีไม่ได้
หากจะมีได้ก็ปราศจากเหตุผล เป็นความรู้เหลวแหลก ไม่ควรศึกษา
อริยมรรคนั้นไร้ประโยชน์


เพราะฉะนั้นจึงว่า
ภายในแห่งตัวเรามีแก่นสาร จงเจริญอริยมรรคให้เกิดขึ้น
กำจัดมลทินออกจากจิตแล้ว จะได้พบเห็น


เท่าที่ได้พูดมานี้ หากไม่ได้ความเข้าใจแจ่มแจ้งในพระพุทธภาษิต
ก็จงกำหนดพิจารณาตามที่จะได้พูดต่อไปข้างหน้า

 

▲ ธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร หน้า ๑-๕

◀  บทก่อนหน้า...เกริ่นนำ ธรรมประทีป หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร       

 อ่านต่อ...สิ่งทั้งปวงต้องมีคู่
      




ฝากข้อสังเกตโดย ธรรมะสวนัง

พระพุทธพจน์ที่หลวงปู่เปรม ยกมา

"ยาวตา ภิกฺขเว ธมฺมา สงฺขตา วา อสงฺขตา วา
วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ"

ดูกรภิกษุ ธรรมทั้งหลาย ที่เป็น สังขตะ ก็ดี อสังขตะ ก็ดี มีประมาณเพียงใด
เรากล่าวว่า วิราคธรรม คือ ธรรมที่แยกแล้วเป็นยอดของธรรมทั้งหลาย ๒ นั้น

สำนวนแปลดังกล่าว แปลโดยหลวงปู่เปรม ทีนี้มาดูสำนวนแปลอื่นๆทีมี อาทิ

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขตธรรม ก็ดี อสังขตธรรม ก็ดี มีประมาณเท่าใด
วิราคะ คือ ธรรมเป็นที่บรรเทาความเมา นำเสียซึ่งความกระหาย
ถอนขึ้นด้วยดีซึ่งอาลัย ตัดซึ่งวัฏฏะ สิ้นไปแห่งตัณหา สิ้นกำหนัด ดับ นิพพาน
บัณฑิตกล่าวว่า เลิศกว่า สังขตธรรม และ อสังขตธรรม เหล่านั้น"

๑.จากพระพุทธพจน์นี้ เราจะเห็น ๓ ข้อธรรม ดังที่หลวงปู่เปรม แสดงไว้ คือ
สังขตธรรม อสังขตธรรม วิราคธรรม(นิพพาน)

๒.ถ้า อสังขตธรรม ตามที่เล่าเรียนกันมาว่า หมายถึง พระนิพพาน เท่านั้น
ความที่ว่า สังขตธรรมก็ดี อสังขตธรรมก็ดี มีประมาณเท่าใด
วิราคธรรม(นิพพาน) เลิศกว่า สังขตธรรม และ อสังขตธรรม เหล่านั้น

ก็จะเทียบเคียงได้ว่า
สังขตธรรมก็ดี อสังขตธรรม(นิพพาน)ก็ดี มีประมาณเท่าใด
วิราคธรรม(นิพพาน) เลิศกว่า สังขตธรรม และ อสังขตธรรม(นิพพาน)

ซึ่งจะขัดแย้งกันเองในประโยค!!!
ธรรมะของพระพุทธองค์ย่อมไม่ทรงขัดแย้งกันเองมิใช่หรือ???
ซึ่งคงไม่ใช่พุทธปัญญาแน่นอน ถ้าจะทรงกล่าวขัดแย้งกันเองในประโยค
...โปรดพิจารณา

๓. และถ้า อสังขตธรรม หมายถึง นิพพาน เท่านั้น
จะกล่าวว่า สังขตธรรมก็ดี อสังขตธรรมก็ดี มีประมาณเท่าใด เยี่ยงนี้หรือ???

เพราะคำว่า มีประมาณเท่าใด นั้น
บ่งบอกให้เห็นว่า อสังขตธรรม ที่ทรงกล่าวถึง เป็น พหูพจน์ มีมากกว่าหนึ่ง
ไม่ใช่ นิพพาน ซึ่งมีแค่ หนึ่งเดียว เท่านั้น...โปรดพิจารณา

๔. ดังนั้น อย่างที่หลวงปู่เปรม ท่านแจกแจงแสดงมา
พระพุทธพจน์บทนี้ ก็ได้ความ น่าจะเป็นว่า

สังขตธรรมก็ดี
อสังขตธรรม(โลกียจิต=จิตของสามัญสัตว์โลก ที่ยังไม่ได้วิราคธรรม) ก็ดี
มีประมาณเท่าใด

วิราคธรรม (โลกุตตรจิต=จิตของพระอรหันต์ เป็นวิราคธรรม(นิพพาน))
บัณฑิตกล่าวว่า เลิศกว่า สังขตธรรม
และ อสังขตธรรม(โลกียจิต=จิตของสามัญสัตว์โลก ที่ยังไม่ได้วิราคธรรม)

ในเมื่อ สังขตธรรม และอสังขตธรรม เป็นธรรมทั้งหลาย
วิราคธรรม หรือ พระนิพพาน เป็นธรรมอันเลิศ เลิศกว่า ธรรมทั้งหลาย
ดังนั้น พระนิพพานจึงไม่หมายรวมในธรรมทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้...

โปรดพิจารณา...กาลามสูตรค่ะ >_<